Translate

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิชาที่ว่าด้วยพันธุศาสตร์

          พันธุศาสตร์ (genetic ) เป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง ซึ่งกล่าวถึงลักษณะต่างๆของสิ่งมีชีวิต ซึ่งถูกควบคุมโดยหน่วยควบคุมลักษณะซึ่งเรียกว่ายีน (gene) ซึ่งจะถ่ายทอดลักษณะต่างๆ ไปยังรุ่นต่อไปได้ เช่น จากพ่อแม่ไปสู่ลูก หรือจากชั่วหนึ่งไปสู่อีกชั่วหนึ่ง สืบต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ โดยอาศัยเซลล์สืบพันธุ์เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอด ทำให้รุ่นลูกหรือรุ่นหลานต่อ ๆ มา ต่างมีลักษณะคล้ายคลึงกับพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายาย

พันธุศาสตร์ (Genetics) ศาสตร์แห่งชีวิต

ลักษณะทางพันธุกรรม
           ลักษณะทางพันธุกรรม (Genetic character) คือ ลักษณะของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด เช่น ลักษณะจมูกโด่ง จมูกแบน ผมหยิก ผมเหยียด ผิวดำ ผิวขาว ตาสองชั้น ตาชั้นเดียว ถนัดซ้าย ถนัดขวา เป็นต้น ลักษณะดังกล่าว มักมีลักษณะเหมือนกับพ่อและแม่ หรือเหมือนญาติทางพ่อและแม่

การศึกษาลักษณะพันธุกรรมของเมนเดล

   บิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์ คือ  เกรเกอร์ เมนเดล (Gregor Mendel)
                -  เกิดปี พ.ศ. 2365 เมืองไฮเซนดอร์ฟ  ประเทศออสเตรีย
                -  เป็นนักบวชในโบสถ์แห่งหนึ่ง
                -  ทดลองผสมพันธุ์ถั่วลันเตา จนค้นพบกฎของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
         เมน เดลประสบผลสำเร็จในการทดลอง จนตั้งเป็นกฎเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่มายังลูกหลานใน ช่วงต่อๆมาได้เนื่องจากสาเหตุสำคัญสองประการ คือ
  1. เมนเดลรู้จักเลือกชนิดของพืชมาทำการทดลอง พืชที่เมนเดลใช้ในการทดลองคือถั่วลันเตา (Pisum sativum) ซึ่งมีข้อดีในการศึกษาด้านพันธุศาสตร์หลายประการ เช่น
    1.1 เป็นพืชที่ผสมตัวเอง (self- fertilized) ซึ่งสามารถสร้างพันธุ์แท้ได้ง่าย หรือจะทำการผสมข้ามพันธุ์ (cross-fertilized) เพื่อสร้างลูกผสมก็ทำได้ง่ายโดยวิธีผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination)
    1.2 เป็นพืชที่ปลูกง่า ไม่ต้องทำนุบำรุงรักษามากนัก ใช้เวลาปลูกตั้งแต่ปลูก จนถึงเก็บเกี่ยวภายในหนึ่งฤดูปลูก (growing season) หรือประมาณ 3 เดือน เท่านั้น และยังให้เมล็ดในปริมาณที่มากด้วย
    1.3 เป็นพืชที่ มีลักษณะทางพันธุกรรม ที่แตกต่างกันชัดเจนหลายลักษณะ ซึ่งในการทดลองดังกล่าว เมนเดลได้นำมาใช้ 7 ลักษณะด้วยกัน
  2. เมนเดลรู้จักวางแผนการทดลอง
    2.1 เลือกศึกษาการถ่ายทอดลักษณะของถั่วลันเตาแต่ละลักษณะก่อน เมื่อเข้าใจหลักการถ่ายทอดลักษณะนั้น ๆ แล้ว เขาจึงได้ศึกษาการถ่ายทอดสองลักษณะไปพร้อม ๆ กัน
    2.2 ในการผสมพันธุ์จะใช้พ่อแม่ พันธุ์แท้ (pure line) ในลักษณะที่ตรงกันข้ามกัน มาทำการผสมข้ามพันธุ์เพื่อสร้างลูกผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination )
    2.3 ลูกผสมจากข้อ 2.2 เรียกว่าลูกผสมช่วงที่ 1 หรือ F1( first filial generation) นำลูกผสมที่ได้มาปลูกดูลักษณะที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร บันทึกลักษณะและจำนวนที่พบ2.4 ปล่อยให้ลูกผสมช่วงที่ 1 ผสมกันเอง ลูกที่ได้เรียกว่า ลูกผสมช่วงที่ 2 หรือ F2( second filial generation) นำลูกช่วงที่ 2 มาปลูกดูลักษณะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร บันทึกลักษณะและจำนวนที่พบ

ลักษณะต่าง ๆ ของถั่วลันเตาที่เมนเดล ใช้ในการศึกษาการถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรม
  1. ลักษณะของเมล็ด – เมล็ดกลม และ เมล็ดย่น (round & wrinkled)
  2. สีของเปลือกหุ้มเมล็ด – สีเหลือง และ สีเขียว (yellow & green)
  3. สีของดอก – สีม่วงและ สีขาว (purple & white)
  4. ลักษณะของฝัก – ฝักอวบ และ ฝักแฟบ (full & constricted)
  5. ลักษณะสีของฝัก – สีเขียว และ สีเหลือง (green & yellow )
  6. ลักษณะตำแหน่งของดอก-ดอกติดอยู่ที่กิ่ง และเป็นกระจุกที่ปลายยอด (axial & terminal)
  7. ลักษณะความสูงของต้น – ต้นสูง และ ต้นเตี้ย (long & short)
ลักษณะที่แตกต่างกันอย่าง เห็นได้ชัด 7 ลักษณะ
ลักษณะที่แตกต่างกันอย่าง เห็นได้ชัด 7 ลักษณะ

ข้อสรุปจากการวิเคราะห์ของเมนเดล

  1. การถ่ายทอดลักษณะหนึ่งลักษณะใดของสิ่งมีชีวิตถูกควบคุมโดยปัจจัย (fector) เป็นคู่ๆ ต่อมาปัจจัยเหล่านั้นถูกเรียกว่า ยีน (gene)
  2. ยีนที่ควบคุมลักษณะต่างๆจะอยู่กันเป็นคู่ๆ และสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อไปได้
  3. ลักษณะแต่ละลักษณะจะมียีนควบคุม 1 คู่ โดยมียีนหนึ่งมาจากพ่อและอีกยีนมาจากแม่
  4. เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์(gamete) ยีนที่อยู่เป็นคู่ๆจะแยกออกจากกันไปอยู่ในเซลล์สืบพันธุ์ของแต่ละเซลล์และ ยีนเหล่านั้นจะเข้าคู่กันได้ใหม่อีกในไซโกต
  5. ลักษณะที่ไม่ปรากฏในรุ่น F1  ไม่ได้สูญหายไปไหนเพียงแต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้
  6. ลักษณะที่ปรากฏออกมาในรุ่น F1   มีเพียงลักษณะเดียวเรียกว่า ลักษณะเด่น ( dominant) ส่วนลักษณะที่ปรากฏในรุ่น F2  และมีโอกาสปรากฏในรุ่นต่อไปได้น้อยกว่า เรียกว่า ลักษณะด้อย (recessive)
  7. ในรุ่น F2 จะได้ลักษณะเด่นและลักษณะด้อยปรากฏออกมาเป็นอัตราส่วน เด่น : ด้อย = 3 : 1
อ้างอิง

ขอขอบคุณสาระดีๆ จาก 
คุณครูพัชรา พงศ์มานะวุฒิน้องกัน นายปวิณ ภิรมย์น้องชิน นายชินนพร ซุ่นอื้อน้องสตางค์ นายพลกฤต ขำวิชา
โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง ค่ะ ^_________^






วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เอเชียผวา ไวรัสคล้าย SARS ระบาดในเกาหลีใต้


    เอเชียผวา ไวรัสคล้าย SARS ระบาดในเกาหลีใต้ เริ่มลามไปจีนแล้ว

                    MERS ไวรัสคล้ายซาร์สที่มีต้นตอจากตะวันออกกลาง เริ่มระบาดในเกาหลีใต้ พบผู้ป่วยแล้ว 13 ราย จีนพบอีก 1 
                    เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2558 เว็บไซต์โคเรียไทมส์  รายงานว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ตะวันออกกลาง หรือ MERS กำลังระบาดอย่างน่าเป็นห่วงที่เกาหลีใต้ ตอนนี้มียอดผู้ติดเชื้อแล้ว 13 ราย โดยมีต้นตอมาจากชายวัย 68 ปีรายหนึ่งที่เดินทางกลับจากบาห์เรนและเอาเชื้อมาแพร่ภายในประเทศ

                    รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ ระบุว่า ชายวัย 68 ปี รายนี้ได้เดินทางไปยังบาห์เรนเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม และเดินทางกลับเกาหลีใต้โดยแวะที่กาตาร์ หลังจากที่เขากลับมา ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ตะวันออกกลาง หรือ MERS ก็เริ่มระบาดภายในประเทศ และไม่เพียงแค่นั้น ทางการจีนเองก็เพิ่งจะออกมาเผยว่า การเริ่มระบาดของไวรัส MERS ไม่ได้จำกัดแค่ในเกาหลีใต้เท่านั้น เพราะตอนนี้จีนก็พบผู้ป่วยจากไวรัสนี้แล้วเหมือนกัน โดยผู้ป่วยรายนี้เป็นลูกชายของผู้ป่วย MERS รายหนึ่งที่ติดเชื้อในเกาหลีใต้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

                    สำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ตะวันออกกลาง หรือ MERS เป็นไวรัสตระกูลเดียวกับ SARS ที่เคยระบาดในประเทศจีนเมื่อ 12 ปีก่อน ค้นพบเป็นครั้งแรกในปี 2555 โดยพบในแถบตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด แต่ก็มีบางรายที่พบในยุโรปบ้าง ผู้ป่วยล้วนเป็นคนที่เคยเดินทางไปยังประเทศตะวันออกกลางทั้งนั้น
                    MERS เป็นเชื้อไวรัสที่ยังไม่มีทางรักษา และยังไม่มีวัคซีนป้องกัน เมื่อติดเชื้อแล้วผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ก่อนจะเป็นปอดบวม และบางรายก็มีอาการไตวาย

                    นับตั้งแต่ค้นพบเชื้อไวรัสนี้ ก็มีรายงานผู้ติดเชื้อไปแล้ว 1,100 ราย เสียชีวิตไปแล้วหลายร้อยราย

                    อย่างไรก็ดี ตอนนี้ทางการจีนและเกาหลีใต้กำลังจับตาสถานการณ์การระบาดครั้งนี้อย่างใกล้ชิด โดยเน้นไปที่การตรวจสอบผู้ที่เดินทางเข้าประเทศอย่างละเอียดยิ่งขึ้น

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

รูปทรงเรขาคณิตที่สมบูรณ์แบบในพืช

Aloe polyphylla เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ว่านหางจระเข้ ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศเลโซโท ประเทศเล็ก ๆ ที่ถูกล้อมรอบด้วยประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกาใต้ และเป็นหนึ่งในสามประเทศในทวีปแอฟริกาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

Aloe polyphylla เป็นพืชที่โดดเด่นด้วยใบ โดยจะมีลักษณะเป็นเกลียวห้าแฉกที่สมบูรณ์แบบและงดงามมีลักษณะสีเขียว เทา ดอกของมันมีตั้งแต่สีแดงไปจนถึงสีชมพู และจะออกในช่วงฤดูร้อน

ปัจจุบันเป็นสายพันธุ์พืชที่มีความต้องการของตลาดเป็นอย่างมากเพื่อนำไปปลูกเป็นไม้ประดับ แต่ในแอฟริกาใต้การซื้อ ขาย หรือเก็บรวบรวมพืชมีครอบครองถือเป็นความผิดทางอาญา
ที่มา http://www.nextsteptv.com/?p=6564

เสือดาวหิมะ : Snow leopard

เสือดาวหิมะ : Snow leopard เป็นสัตว์ในวงศ์ Felidae ชนิดหนึ่ง ที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์แล้ว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Uncia uncia นับเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่อยู่ในสกุล Uncia มีความยาวลำตัวและหัว 90-135 เซนติเมตร ความยาวหาง 90 เซนติเมตร ความสูงถึงหัวไหล่ 60 เซนติเมตร น้ำหนักในตัวผู้ 44-55 กิโลกรัม ตัวเมีย 35-40 กิโลกรัม
มีขนยาวหนาแน่น สีพื้นเทาอมเหลือง บริเวณสีข้างจะอมเหลืองจาง ๆ มีลายดอกเข้มทั่วตัวคล้ายเสือดาว ช่วยให้ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่อาศัยซึ่งเป็นภูเขาหินและหิมะปกคลุม ลายดอกบริเวณหลังและสีข้างมีขนาดใหญ่ ส่วนบริเวณหัวและขาเป็นลายจุดขนาดเล็ก บริเวณคาง อก และท้องเป็นสีขาวปลอดไม่มีลาย ลายบริเวณหลังและสีข้างจะจางกว่าบริเวณอื่นซึ่งต่างจากเสือลายจุดชนิดอื่นที่มักมีลายที่หลังเข้มกว่า
 
หางด้านบนจะเป็นวงสีดำ ด้านล่างของหางเป็นจุดจาง ๆ เปรียบเทียบลายดอกของเสือดาวหิมะกับของเสือดาวแล้ว ดอกของเสือดาวหิมจะห่างกันมากกว่า และไม่คมชัดเท่า มีกล้ามเนื้อหน้าอกและหัวไหล่ที่แข็งแรง อุ้งเท้ากว้างแข็งแรงและปกคลุมด้วยขน ช่วยให้เพิ่มพื้นที่ผิวและกระจายน้ำหนักตัวลงบนหิมะได้อย่างสม่ำเสมอ และช่วยปกป้องอุ้งเท้าจากความเย็นของหิมะได้ดี มีโพรงจมูกใหญ่
มีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางบนภูเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมในภูมิภาคเอเชียกลาง เช่น มองโกเลีย, ภูฐาน, ทิเบต, จีน, อัฟกานิสถาน, รัสเซีย, อินเดีย, เนปาล โดยพบที่ทิเบตและจีนมากที่สุด มีชนิดย่อยทั้งหมด 2 ชนิด คือ U. u. uncia พบในมองโกเลียและรัสเซีย และ U. u. uncioides พบในจีนและเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งที่อยู่ของทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่เชื่อมต่อติดกัน
 
มีพฤติกรรมและชีววิทยาเป็นสัตว์ที่มีนิสัยขี้อาย มักหลบเมื่อพบกับมนุษย์ สามารถกระโดดได้ไกลถึง 15 เมตร มีรายงานนอนกลางวันชอบหลบไปนอนในรังของแร้งดำหิมาลัย (Aegypius monachus) โดยการกระโดดขึ้นไปเลยไม่ใช้การปีน
ออกล่าเหยื่อในเวลาเย็นหรือเช้าตรู่ โดยล่าสัตว์ทุกขนาดทั้งสัตว์ใหญ่สัตว์เล็ก โดยปกติแล้วจะล่าเหยื่อและอยู่ตามลำพัง ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์ ที่อาจอยู่เป็นคู่ เมื่อล่าเหยื่อได้แล้วอาจจะกินไม่หมดในครั้งเดียว อาจใช้เวลานานถึง 3-4 วันกว่าเหยื่อจะหมด นานที่สุดคือ 1 สัปดาห์
เสือดาวหิมะมักอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ ในระยะเวลาประมาณ 7-10 วัน ก่อนที่จะเดินทางไกลไปอีกที่หนึ่ง ระยะทางที่เดินทางวันหนึ่งเฉลี่ยราว 1 กิโลเมตรสำหรับตัวผู้และ 1.3 กิโลเมตรสำหรับตัวเมีย บางครั้งอาจเดินทางได้ไกลถึงวันละ 7 กิโลเมตร
ในอดีตมีการล่าเสือดาวหิมะเพื่อทำเป็นเสื้อขนสัตว์ โดยมีราคาซื้อขายสูงถึงตัวละ 50,000 ดอลลาร์ และมีการล่าถึงปีละ 1,000 ตัว จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1952 ทางรัฐบาลอินเดียจึงได้ออกกฎหมายคุ้มครองขึ้นมา แต่ปัจจุบันก็ยังมีการลักลอบในพื้นที่ต่าง ๆ เช่นกัน
 
ปัจจุบัน คาดการว่ามีปริมาณเสือดาวหิมะเหลืออยู่ในธรรมชาติประมาณ 4,000 ตัว
ที่มา http://www.nextsteptv.com/?p=1740

น้ำตกกวางสีน้ำตกที่สวยที่สุดในหลวงพระบาง

น้ำตกตาดกวางสี หรือ น้ำตกกวางสี (Kuang Si Falls, Tat Kuang Si Waterfalls) เป็นน้ำตกที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว ประมาณ 32 กิโลเมตร


น้ำตกตาดกวางสี มีจำนวนชั้นทั้งหมด 4 ชั้น มีความสูงโดยรวมประมาณ 75 เมตร เป็นน้ำตกหินปูน น้ำในน้ำตกจึงมีสีเขียวมรกต ได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดของหลวงพระบาง
ภายในน้่ำตกมีการจัดการท่องเที่ยวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มีพื้นที่แบ่งออกเป็นพื้นที่รับประทานอาหาร โดยไม่อนุญาตให้มีการปรุงอาหาร พื้นที่สำหรับเล่นน้ำ และมีการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ
Photo : wikimedia commons 
ที่มา : http://www.nextsteptv.com/?p=6246

อีกก้าวกับการพัฒนาสมองอิเล็กทรอนิกส์


นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย RMIT ออสเตรเลีย ได้เลียนแบบกระกวนการประมวลผลข้อมูลในสมองโดยการพัฒนา "ความทรงจำระยะยาว" ในรูปแบบ "อิเล็กทรอนิกส์"
นักวิจัยจากสถาบันวิจัยไมโครนาโน ได้พัฒนาเซลล์ความทรงจำหลายสถานะแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเลียนแบบสมองคนในกระบวนการประมวลผลข้อมูลและจัดเก็บข้อมูลได้
การพัฒนาครั้งนี้ทำให้เราขยับเข้าไปสู่การสร้างสมองของมนุษย์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ไบโอนิกเบรน มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้เราประสบความสำเร็จในการรักษาโรคทางสมองอย่างโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสันต่อไปได้ โดยการค้นพบนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Advanced Functional Materials แล้ว
ดร.ชารัธ ศรีราม หัวหน้าโครงการวิจัยเผยว่า เทคโนโลยีใหม่นี้จะเลียนแบบวิธีการของสมองในการใช้ความทรงจำระยะยาว
"เรามาใกล้การสร้างระบบคล้ายสมองที่มีความทรงจำที่สุดแล้ว ระบบนี้สามารถเรียนรู้และบรรจุข้อมูลเชิงอนาล็อกและสามารถดึงข้อมูลกลับมาได้อย่างรวดเร็ว" ดร.ชารัธ เผย
"สมองของมนุษย์เป็นคอมพิวเตอร์อนาล็อกที่ซับซ้อนมากที่สุด พัฒนาการของสมองก็มาจากประสบการณ์ในอดีต และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีเทคโนโลยีดิจิตอลใดสามารถทำงานเลียนแบบได้อย่างน่าพอใจ"
ดร.ชารัธเผยว่า ความสามารถในการสร้างความทรงจำอนาล็อกที่เร็วยิ่งยวดและหนาแน่นสูงนี้จะทำให้เราเข้าไปใกล้การเลียนแบบระบบประสาททางชีววิทยาที่มีความน่าเชื่อถือสูง
งานวิจัยครั้งนี้เกิดขึ้นจากการพัฒนาเมมโมรีระดับนาโนที่เร็วยิ่งยวดโดยใช้วัสดุออกไซด์เชิงฟังก์ชันในรูปแบบของฟิล์มที่บางยิ่งยวด คือบางกว่าเส้นผมมนุษย์ 10,000 เท่า
ดร.ฮัสเซน นิลี นักวิจัยหลักเผยว่า "การค้นพบนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะจะทำให้เราได้เซลล์หลายสถานะที่สามารถเก็บและประมวลผลข้อมูลในรูปแบบเดียวกับที่สมองทำ"
"ลองนึกถึงกล้องแบบเก่าๆที่สามารถ่ายรูปได้เฉพาะรูปขาวดำ หลักการของเราก็คล้ายๆกัน แทนที่จะมีแค่เมมโมรีขาวกับดำ ตอนนี้เรามีเมมโมรีที่มีสีมีเงา มีแสง มีพื้นผิว และอื่นๆอีก"
วัสดุตัวใหม่นี้สามารถจุข้อมูลได้มากกว่าเมมโมรีดิจิตอลแบบเดิม (ที่เก็บแค่ 0 กับ 1) ความสามารถในการทำงานคล้ายกับสมองในการเก็บและเรียกคืนความทรงจำก็เป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกเช่นกัน
"เราได้แก้ไขข้อผิดพลาดหรือตำหนิของวัสดุออกไซด์ด้วยการใช้อะตอมโลหะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ปรากฏกาณ์ memristive รุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมของความทรงจำที่จะดึงเอาความทรงจำในอดีตเข้ามาเกี่ยว" ดร.นิลีอธิบาย
เมมโมรีระดับนาโนนี้เป็นขั้นเริ่มต้นของการพัฒนาระบบความฉลาดเทียมที่ซับซ้อน ที่จะนำไปสู่การสร้างไบโอนิกเบรนต่อไป
ดร.นิลีเผยว่า งานวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่การเลียนแบบสมองของมนุษย์ ที่จะทำให้การศึกษาเรื่องสมองของมนุษย์ไม่ต้องติดปัญหาเรื่องศีลธรรมในการทดลองกับมนุษย์อีกต่อไป
"หากว่าเราสามารถทำสมองขึ้นมาใหม่ให้อยู่นอกร่างกายได้ เราก็อาจจะลดปัญหาเชิงศีลธรรมที่อาจจะมีผลต่อการรักษาและทดลองสมองได้ จะทำให้เราเข้าใจเรื่องราวของประสาทวิทยามากขึ้น"
อ้างอิง: RMIT University. (2015, May 12). Nano memory cell can mimic the brain’s long-term memory. ScienceDaily. Retrieved May 21, 2015 from www.sciencedaily.com/releases/2015/05/150512075107.htm
งานวิจัย: Hussein Nili, Sumeet Walia, Ahmad Esmaielzadeh Kandjani, Rajesh Ramanathan, Philipp Gutruf, Taimur Ahmed, Sivacarendran Balendhran, Vipul Bansal, Dmitri B. Strukov, Omid Kavehei, Madhu Bhaskaran, Sharath Sriram. Donor-Induced Performance Tuning of Amorphous SrTiO3Memristive Nanodevices: Multistate Resistive Switching and Mechanical TunabilityAdvanced Functional Materials, 2015; DOI:10.1002/adfm.201501019
อ้างอิง http://www.vcharkarn.com/vnews/502308

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558

บางครั้งแสงก็ไม่ได้เคลื่อนตัวเร็วอย่างที่คิด

ความเร็วของแสงมักจะถูกบอกว่าคงที่ การทดลองใหม่แสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นอาจจะไม่จริง แม้ว่าจะอยู่ในระบบสุญญากาศก็ตาม บางครั้งแสงก็เคลื่อนตัวช้าลงเล็กน้อย
“งานวิจัยใหม่นี้เป็นงานที่น่าประทับใจมาก” Robert Boyd บอกกับ Science News เขาเป็นนักฟิสิกส์ทางด้านแสงจาก University of Rochester ในนิวยอร์ก เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานศึกษาในครั้งนี้ เขาพูดถึงการค้นพบใหม่นี้ว่า “มันเป็นอะไรที่ดูเด่นชัดมาก คุณแปลกใจไหมว่าทำไมคุณถึงไม่คิดถึงมันมาก่อนเลย”
แสงเคลื่อนตัวเป็นทั้งอนุภาคและเป็นทั้งคลื่น โฟตอนเป็นชื่อที่ถูกกำหนดให้กับกลุ่มของอนุภาคที่มีขนาดเล็กที่สุดของแสง โดยที่ความเร็วสูงสุดของพวกมัน โฟตอนเคลื่อนตัวได้เกือบ 300 ล้านเมตรภายใน 1 วินาที ซึ่งเป็นความเร็วที่มากพอที่จะไปกลับดวงจันทร์ได้ในเวลาประมาณ 2.6 วินาที นักวิทยาศาสตร์รู้มาเป็นเวลายาวนานแล้วว่า พวกเขาสามารถทำให้โฟตอนของแสงช้าลงได้โดยการฉายพวกมันผ่านวัสดุจำพวกแก้วหรือน้ำ
แสงที่เคลื่อนตัวผ่านระบบสูญญากาศมักถูกสมมติอยู่บ่อยครั้งว่า มันจะเคลื่อนตัวที่ความเร็วสูงสุด ซึ่งสิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นที่เข้าใจได้ อย่างไรก็ตามในการศึกษาใหม่นี้ นักวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าจะอยู่ในระบบสูญญากาศก็ตาม แสงก็สามารถเคลื่อนตัวช้าลงได้
Miles Padgett เป็นผู้นำการศึกษานี้ เขาเป็นนักฟิสิกส์ทางด้านแสง ซึ่งเขาทำงานให้กับ University of Glasgow ในสก็อตแลนด์ เขาและทีมวิจัยของเขาได้แสดงให้เห็นว่า กุญแจสำคัญในการทำให้แสงช้าลงนั้นคือ การเปลี่ยนรูปแบบของคลื่นแสง Padgett ได้อธิบายสิ่งที่เขาทำลงในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ Science เมื่อวันที่ 22 มกราคม
ทีมวิจัยของเขาได้ให้คู่ของโฟตอนทำการแข่งความเร็วกัน ตัวที่หนึ่งเคลื่อนตัวโดยไม่เปลี่ยนแปลงตลอดสายเคเบิ้ลที่ทำมาจากเส้นใยนำแสง อีกตัวหนึ่งให้ผ่านอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่คล้ายกับเลนส์ ซึ่งเลนส์จะเปลี่ยนแสง มันสามารถเปลี่ยนแสงที่กระจายออกให้เป็นจุดได้ โฟตอนตัวที่สองเคลื่อนผ่านอุปกรณ์หนึ่งที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบของคลื่นและอีกตัวหนึ่งที่เปลี่ยนมันกลับเข้าสู่รูปแบบปกติของมันเอง
โฟตอนตัวแรกชนะการแข่งขันในครั้งนี้ โฟตอนตัวที่สองตามมาในเวลาห่างกันเพียงเล็กน้อย ความแตกต่างนั้นไม่ได้ใหญ่มาก แต่มันก็เพียงพอที่จะทำการวัดได้ เทคโนโลยีเกือบทั้งหมดไม่สามารถทำการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนี้ได้ แต่มันอาจจะมีความสำคัญต่อนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาการกระตุ้นสั้นๆ ของแสงได้
“ฉันไม่รู้สึกแปลกใจที่ผลกระทบนี้ยังคงมีอยู่” Boyd บอกกับ Science News “แต่มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจที่ผลกระทบนี้มีความสำคัญอย่างมาก”
ที่มา:
A. Grant. “Speed of light not so constant after all.” Science News. Jan. 17, 2015.
S. Ornes. “Neutrinos not so fast.” Science News for Students. Nov. 9, 2011.
Original Journal Source: D. Giovannini et al. Spatially structured photons that travel in free space slower than the speed of light. Science.Published online January 22, 2015. doi: 10.1126/science.aaa3035

อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/vnews/501766