Translate

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การเกิดฝาแฝด

             

           ฝาแฝดเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ เพราะธรรมดามนุษย์เราจะมีบุตรทีละ 1 คนเท่านั้น แต่สำหรับคนคูณสองอย่างฝาแฝดจึงเป็นกรณีพิเศษ

แฝดแบ่งออกได้เป็นสองชนิดใหญ่ๆ คือแฝดแท้(แฝดร่วมไข่) และแฝดเทียม  (แฝดต่างไข่) 

1.  แฝดร่วมไข่ เป็นฝาแฝดที่เกิดจากการรวมตัวกันของเซลล์ไข่ 1 ใบ และอสุจิ 1 ตัว ขณะที่กำลังเจริญเติบโตเอ็มบริโอมีการแบ่งเซลล์เช่น จาก 1 เป็น 2 และแยกขาดออกจากัน แต่ละส่วนจะเจริญเติบโตเป็นทารกที่มีอวัยวะครบสมบูรณ์จนกระทั่งคลอด แฝดประเภทนี้จะเป็นเพศเดียวกันเสมอ มีรูปร่างลักษณะเหมือนกัน และถ้าได้รับการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อเดียวกันจะมีอุปนิสัยและความสามารถที่คล้ายกันมาก ในกรณีที่เอ็มบริโอแบ่งตัว ออกเป็น 2 แต่ไม่แยกออกจากกัน เมื่อทารก เจริญเติบโตจะได้ทารกตัวติดกัน 

 
2.  แฝดต่างไข่   เป็นแฝดที่เกิดจากมีไข่สุกมากกว่า 1 ใบ ไข่แต่ละใบจะมีโอกาสเข้าผสมกับตัวอสุจิแต่ละตัวและเกิดการปฏิสนธิในเวลาใกล้เคียงกัน จะได้เอ็มบริโอ เจริญเติบโตอยู่ภายในมดลูกเดียวกัน แต่แยกรกกันและทารกจะคลอดออกมาในเวลาใกล้เคียงกัน ฝาแฝดชนิดนี้อาจเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศกันก็ได้ ส่วนหน้าตาและลักษณะทางพันธุกรรมจะมีลักษณะคล้ายกัน


ปัจจัยเกิดแฝด
จากการสำรวจเด็กแฝดที่เกิดจากไข่ ใบ หรือที่เรียกว่าแฝดเหมือน จะมีอุบัติการณ์เท่ากันทุกเชื้อชาติ คือ คู่ / 250 คน ส่วนเด็กแฝดที่เกิดจากไข่มากกว่าใบ จะมีปัจจัยดังนี้
1. กรรมพันธุ์ เครือญาติของแม่ที่มีแฝด จะมีโอกาสได้ลูกแฝดมากกว่าเครือญาติของพ่อที่มีลูกแฝด อย่างเช่น 
2. เชื้อชาติ เช่น ในฝรั่งผิวขาวชาวยุโรปจะเกิดฝาแฝด คู่ต่อหญิงตั้งครรภ์ 100 คน ส่วนหญิงนิโกรจะเกิด คู่ต่อหญิงตั้งครรภ์ 80 คน 
3. อายุของแม่และจำนวนครั้งของการตั้งครรภ์ก็มีส่วนอย่างยิ่ง เพราะยิ่งอายุ และจำนวนครั้งของการตั้งครรภ์มากเท่าไร ไข่จะมีโอกาสตกเยอะขึ้น โอกาสตั้งครรภ์แฝดก็มากขึ้นตาม อย่างในประเทศไนจีเรีย หญิงตั้งครรภ์จะมีโอกาสเป็นแฝดได้ร้อยละ แต่หญิงที่ตั้งครรภ์ครั้งที่ หรือมากกว่าจะมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดได้ถึงร้อยละ 6.6
4. หญิงที่มีน้ำหนักตัวมากโดยสาเหตุมาจากการกินเยอะ จะมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดมากกว่าหญิงรูปร่างผอม ที่เกิดจากภาวะทุพโภชนาการหรือขาดอาหาร ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับความสมบูรณ์ของร่างกาย
5. การได้รับสารหรือยากระตุ้นให้ตกไข่มากกว่า ใบ ซึ่งอยู่ในกลุ่มยาฮอร์โมน 
6. การทำเด็กหลอดแก้ว 
7. การกินยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ประมาณ ปีขึ้นไป เพราะยาคุมจะมีฤทธิ์ไปกดต่อมฮอร์โมนใต้สมองไม่ให้ไข่ตก แต่ถ้าเราเกิดอยากมีลูกและหยุดคุมขึ้นมาฮอร์โมนที่ถูกกดไว้มันจะเป็นอิสระ ทำให้ตกไข่ทีละหลายๆ ใบ จึงเกิดโอกาสเป็นเด็กแฝดได้มากกว่าคนปกติ 


คุณแม่เมื่อมีลูกแฝดอาจจะมีอาการแพ้ท้องมากกว่าปกติ กินเท่าไรก็ไม่พอ เมื่อท้องไปสักพักแล้วรู้สึกว่าท้องมันใหญ่กว่าปกติมาก เช่นท้อง เดือนเท่า 5เดือนแล้ว หรือลูกดิ้นมากซ้ายทีขวาทีเต็มไปหมด ก็จะเป็นตัวบ่งชี้ แต่การอัลตราซาวนด์จะให้ผลแม่นยำที่สุด แค่อายุครรภ์ประมาณ สัปดาห์ ก็จะเห็นแล้วว่าเป็นเด็ก คน อยู่คนละถุงกัน" 
แต่การตั้งครรภ์เด็กแฝดจะทำให้คุณแม่มีความเสี่ยงกว่าครรภ์ทั่วไป เช่น 
§ มีโอกาสแท้งและคลอดก่อนกำหนดสูงกว่าครรภ์ปกติ 
§ โอกาสที่เด็กจะตายในครรภ์และแรกคลอด สูงมากกว่าปกติถึง 2 เท่า 
§ เด็กอาจมีน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม 
§ มีความผิดปกติแต่กำเนิดสูงกว่าครรภ์ปกติ 
§ แม่เกิดอาการแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ เช่น ครรภ์เป็นพิษ โลหิตจาง รกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนด เด็กอยู่ในท่าผิดปกติ โพรงมดลูกใหญ่มากๆ 
§ อาการแทรกซ้อนขณะคลอด เช่น มดลูกบีบตัวไม่ดี สายสะดือย้อยๆ จึงทำให้เพิ่มอัตราการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องแม่ 
§ อาการแทรกซ้อนหลังคลอด เช่น ตกเลือด และการติดเชื้อฯ 

สารพิษจากเห็ด

 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เห็ดพิษ

          ในประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น มีภูมิอากาศเหมาะสมแก่การเจริญเติบโต และขยายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตนานาชนิดตั้งแต่จุลินทรีย์, เห็ด, รา, ตลอดจนพืชและสัตว์นานาพันธุ์ ซึ่งจุลินทรีย์, รา, และเห็ดเหล่านี้สามารถสร้างสารพิษชีวภาพที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ได้
         สารพิษชีวภาพคือ สารที่เกิดจากกระบวนการทางสรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิตต่างๆ เมื่อคนหรือสัตว์ได้รับสารดังกล่าวนี้เข้าไปในร่างกายแล้ว ก่อให้เกิดพยาธิสภาพทำให้เจ็บป่วยจนกระทั่งถึงแก่ชีวิตได้

          สารพิษจากเห็ด ในบ้านเราซึ่งอยู่ในเขตร้อนชื้น มีเห็ดมากมายหลายชนิดที่มีพิษ ปัญหาที่สำคัญเมื่อพบผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดพิษ คือ แพทย์หรือแม้แต่ผู้ป่วยไม่รู้จักเห็ดชนิดนั้น อย่างไรก็ตาม ในเห็ดพิษชนิดเดียวกันอาจมีสารชีวพิษอยู่หลายชนิดต่างๆ กัน ตามพื้นที่ที่เห็ดงอก รวมทั้งการพิสูจน์ทราบว่าเป็นเห็ดชนิดใด อาจต้องใช้เวลามากจนให้การรักษาไม่ทันการ การวินิจฉัยและการรักษาภาวะพิษจึงขึ้นอยู่กับลักษณะทางคลินิก โดยเฉพาะอาการแสดงเบื้องต้นและระยะเวลาที่เริ่มแสดงอาการเป็นสำคัญ
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เห็ดพิษ

               การรักษาผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดพิษ ที่สำคัญที่สุดคือ 
                         -  การรักษาประคับประคองให้ผู้ป่วยพ้นขีดอันตราย 
                         -  การลดปริมาณสารพิษที่ผู้ป่วยได้รับ และเร่งขับสารพิษออกจากร่างกาย 
              ดังนั้นถ้าผู้ป่วยยังไม่อาเจียนควรกระตุ้นให้อาเจียน หรือใช้สายยางสวนล้างกระเพาะอาหารในกรณีที่ทำให้อาเจียนไม่ได้, ให้ผงถ่านแก่ผู้ป่วยทุกราย และถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการท้องร่วงควรให้ยาระบายด้วย หลังจากที่สภาพของผู้ป่วยมีเสถียรภาพแล้ว จึงเริ่มสัมภาษณ์ประวัติ และดำเนินการเพื่อให้ได้การวินิจฉัยถึงชนิดของสารชีวพิษที่ผู้ป่วยได้รับ เพื่อให้การรักษาที่จำเพาะต่อไป การสัมภาษณ์ประวัติการรับประทาน ควรให้ได้ประวัติว่าผู้ป่วยรับประทานเห็ดไปกี่ชนิด, เวลาที่รับประทาน และถ้ามีผู้อื่นรับประทานร่วมด้วยมีอาการอย่างไรหรือไม่ สำหรับประวัติการเกิดอาการ ต้องเน้นถึงระยะเวลาที่เริ่มเกิดอาการ และลำดับการเกิดอาการก่อนหลัง พยายามแยกให้ได้ว่าเข้ากับกลุ่มอาการใด (ตารางที่ 3) ตัวอย่างเช่น ถ้าอาการเกิดขึ้นหลัง 6 ชั่วโมงหลังรับประทาน ให้นึกถึง cyclopeptide, monomethylhydrazine หรือ orelline เป็นต้น ถ้าทำได้ให้เก็บอาเจียนหรือน้ำล้างกระเพาะอาหารรวมทั้งชิ้นส่วนของเห็ด เพื่อส่งตรวจแยกชนิดด้วย เห็ดพิษและเห็ดรับประทานได้อาจมีรูปทรงคล้ายคลึงกัน อาจต่างกันเฉพาะที่สัณฐานวิทยาปลีกย่อยจำเพาะพันธุ์ สารชีวพิษของเห็ดเมาแต่ละตระกูลมีฤทธิ์ต่างๆกัน จำแนกตามลักษณะอาการเด่นในระบบต่างๆ และลักษณะทางพิษวิทยาได้ดังนี้


1.1 Monomethylhydrazine (gyromitrin)
1.2 Indoles (psilocin - psilocybin)

2.1 Cholinergic syndrome ได้แก่ muscarine
2.2 Anticholinergic syndrome ได้แก่ ibotenic acid และ muscimol



พิษต่อตับ ได้แก่ cyclopeptides
พิษต่อระบบประสาทกลาง
พิษต่อระบบประสาทอัตโนมัติ
พิษต่อไต ได้แก่ orelline, orellanine
พิษร่วมกับอัลกอฮอล์ เหมือน disulfiram ได้แก่ coprine
พิษต่อทางเดินอาหาร เกิดจากสารชีวพิษที่ยังไม่มีการพิสูจน์ทราบแน่ชัด

1. พิษต่อตับ

       สารชีวพิษจากเห็ดที่มีพิษต่อตับได้แก่ สารในกลุ่ม cyclopeptides เห็ดที่มีสารชีวพิษชนิดนี้ คือ เห็ดในตระกูล Amanita, Lepiota, Conocybe และ Galerina ในพวกดังกล่าวนี้ Amanita เป็นอันตรายมากที่สุด ลักษณะเป็นเห็ดขนาดใหญ่ รูปทรงสะดุดตา พบเห็นอยู่ทั่วไป ขึ้นอยู่ทั่วไปตามเรือกสวนไร่นาและในป่า cyclopeptides ประกอบด้วยสารชีวพิษ 2 จำพวกได้แก่ amatoxins และ phallotoxins
 

              Amatoxins ถูกดูดซึมได้ดีจากทางเดินอาหาร เป็นสารที่มีพิษรุนแรงต่อเซลล์ ออกฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของ ribonucleic acid (RNA) polymerase เซลล์จึงสร้างโปรตีนไม่ได้และตายทำให้ตับถูกทำลาย นอกจากนี้เป็นพิษต่อไต ตับอ่อน ต่อมหมวก ไต กล้ามเนื้อ และสมอง สามารถตรวจพบได้โดยการทำการทดสอบ Meixner ข้างเตียง โดยหยดน้ำจากกระเพาะอาหาร หรือ คั้นน้ำจากเห็ด หยดลงบนกระดาษกรอง แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง หยดกรดเกลือ (HCl) เข้มข้นลงไป ถ้ามีสาร amatoxin จะมีสีฟ้าเกิดขึ้นในครึ่งชั่วโมง สารนี้จะถูกขับออกทางไต สามารถตรวจพบได้ในซีรั่มและปัสสาวะด้วยวิธี radioimmunoassay แต่ไม่สะดวกในการใช้ทางคลินิก phallotoxins เป็นสารที่เป็นพิษต่อตับรุนแรงมาก แต่ถูกดูดซึมได้น้อยจากทางเดินอาหาร จึงเป็นพิษต่อร่างกายน้อย ทำให้เกิดอาการคล้ายทางเดินอาหารอักเสบในช่วงต้นเท่านั้น

ลักษณะทางคลินิก
                แบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ ระยะต้นเกิดขึ้นใน 6-12 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการทางเดินอาหารอักเสบอย่างรุนแรง ท้องร่วงอย่างแรง ถ่ายเหลวเป็นน้ำคล้ายอหิวาต์ อุจจาระอาจมีมูกเลือดปน ถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยอาจตายในระยะนี้ ถ้าได้รับการรักษาประคับประคองโดยการให้สารน้ำและเกลือแร่จนผู้ป่วยอาการดีขึ้น จะเข้าสู่ระยะที่ 2 ในระยะนี้ดูเหมือนผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไร แต่จะตรวจพบเอ็นไซม์ตับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหลังรับประทาน 2-4 วัน จะเข้าสู่ระยะที่ 3 มีอาการตับอักเสบ ไตวาย หัวใจวาย ตับอ่อนอักเสบ เลือดเป็นลิ่มแพร่กระจาย (DIC) ชัก และถึงแก่กรรม การตรวจทางพยาธิวิทยาจะพบ hepatic necrosis โดยเฉพาะบริเวณ centrilobular


การรักษา
                เช่นเดียวกับผู้ป่วยได้รับสารพิษทั่วไปประกอบด้วย การรักษาประคับประคองให้ผู้ป่วยพ้นขีดอันตราย, การลดการดูดซึม และเร่งขับสารพิษออกจากร่างกาย โดยการทำให้อาเจียน, ให้ activated charcoal 1 g/kg และให้ซ้ำทุก 4 ชั่วโมง มียาต้านพิษหลายตัวที่มีการแนะนำให้ใช้ และถึงแม้ยังไม่มีการศึกษาที่มีการควบคุมอย่างดีพอก็อาจทดลองใช้ได้ เนื่องจากสารชีวพิษนี้เป็นอันตรายอย่างมาก ยาต้านพิษที่มีผู้แนะนำ คือ

Thioetic acid (alpha lipoic acid) เริ่มต้นให้เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีเอ็นไซม์ตับ aminotransferase สูงขึ้น โดยหยดเข้าหลอดเลือดดำขนาด 75 mg/day และถ้าผู้ป่วยหมดสติอาจเพิ่มได้ถึง 500 mg/day จนกว่าระดับ AST และ ALT เริ่มลดลง เชื่อว่ายานี้ออกฤทธิ์เป็น free radical scavenger และออกฤทธิ์เป็น coenzyme ในปฏิกิริยา oxidative decarboxylation ในเนื้อเยื่อของตับ

Penicillin G. ให้เข้าหลอดเลือดดำขนาด 300,000 ถึง 1,000,000 U/kg/day เชื่อว่าสามารถป้องกันเซลล์ตับได้ โดยยับยั้งไม่ให้เซลล์ตับรับสารพิษเข้าไปในเซลล์ และจับกับ plasma protein binding sites แลกที่กับสารพิษ ทำให้ amatoxin ถูกขับออกทางไตเพิ่มขึ้น

Silibinin เป็นส่วนประกอบของ silymarin แยกได้จากยางไม้มีหนาม จำพวกผักโขม สามารถยับยั้งการจับตัวของสารพิษกับเซลล์ตับ ขนาดที่ให้ 20-50 mg/kg/day
เนื่องจากผู้ป่วยอาจเกิดภาวะน้ำตาลต่ำได้ จึงควรให้ glucose, thiamime และ ascorbic acid รวมทั้งอาจให้ hyperbaric oxygen, cimetidine, corticosteroids, cephalosporins, cytochrome C, bile salts, heavy metal salts, D-penicillamine และ diethyldithiocarbamate

นอกจากนี้ควรให้สารน้ำอย่างเพียงพอเพื่อเร่งการขับปัสสาวะ และอาจทำ hemodialysis, plasmapheresis, hemofiltration และ hemoperfusion ในกรณีที่ผู้ป่วยตับวายอย่างรุนแรง การเปลี่ยนตับอาจช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยไว้ได้
ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ จะมีอัตราตายประมาณร้อยละ 10 ส่วนใหญ่มักหายเป็นปกติได้ แต่มีผู้ป่วยบางส่วนที่กลายเป็น immune complexmediated chronic active hepatitis

2. พิษต่อระบบประสาทกลาง
สารชีวพิษจากเห็ดที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทกลางมี 2 จำพวกได้แก่
   
2.1 Monomethylhydrazine (Gyromitrin)
  
               เห็ดที่มีสารชีวพิษชนิดนี้ ได้แก่เห็ดในตระกูล Gyromitra, Helvella, Disciotis และ Sarcosphaera เป็นพวกที่มีแอสโคสปอร์ (ascospore) ลักษณะคล้ายอานม้า บางสายพันธุ์รับประทานได้
                 ลักษณะการเกิดพิษจากสารพวก hydrazine คล้ายกับที่พบในพิษจาก isoniazid คือออกฤทธิ์ทำปฏิกิริยากับ pyridoxine ยับยั้งเอ็นไซม์ที่ทำปฏิกิริยาสัมพันธ์กับ pyridoxal phosphate ขัดขวางการสร้าง gamma-aminobutyric acid (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทประเภทยับยั้งในสมอง
                  หลังจากผู้ป่วยรับประทานเห็ดที่มีสารพิษชนิดนี้ 6-24 ชั่วโมง จะเริ่มมีอาการ มึนงง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน และเป็นตะคริว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการช่วงนี้ไม่มากนัก หลังจากนั้นอาจมีอาการเพ้อ ชัก จนถึงหมดสติได้ นอกจากนี้อาจเกิดภาวะ methemoglobinemia และเม็ดเลือดแดงแตก สุดท้ายอาจเกิดภาวะตับวาย และไตวาย จนเป็นสาเหตุให้ถึงแก่กรรมได้

การรักษา 
              ประกอบด้วยการรักษาประคับประคอง, การลดการดูดซึม และเร่งขับสารพิษออกจากร่างกาย ให้ผง activated charcoal ทุก 4 ชั่วโมง และถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรงโดยเฉพาะชัก ให้ยาต้านพิษคือ pyridoxine (วิตามิน B 6) เข้าหลอดเลือดดำขนาด 25 mg/kg เนื่องจาก pyridoxine ขนาดสูงทำให้เกิด peripheral neuropathy จึงต้องระมัดระวังอย่าให้ยาต้านพิษมากเกินไป ควรให้ซ้ำเฉพาะในรายที่ชักซ้ำเท่านั้น
ผู้ป่วยที่ได้รับพิษชนิดนี้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมีอัตราตายประมาณ 40% ความร้อนอาจทำให้สารนี้ระเหยไปได้ แต่ขณะปรุงอาหารในครัวอาจสูดดมสารนี้จนเกิดเป็นพิษขึ้นได้

2.2 Indoles (psilocin-psilocybin) 


           เห็ดที่มีสารชีวพิษในกลุ่มนี้ ได้แก่ เห็ดในตระกูล Conocybe, Copelandia, Gymnopilus, Naematoloma, Panaeolina, Panaeolus, Psilocybe และ Stropharia เป็นเห็ดพิษขึ้นอยู่ตามกองมูลวัวมูลควายแห้ง มีอยู่ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย ตำราแพทย์แผนโบราณเรียกว่า "เห็ดโอสถรวมจิต" นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เดินทางมาพักผ่อนที่เกาะสมุยรู้จักในนาม "magic mushroom" นิยมรับประทานกันในรูปของสลัดผัก หรือเจียวกับไข่
             psilocin และ psilocybin มีอยู่ทั้งในเห็ดสดและแห้ง มีลักษณะทางเคมีสัมพันธ์กับ serotonin ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาททำให้ประสาทหลอนคล้าย lysergic acid diethylamide (LSD) หลังจากรับประทานประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ตามด้วยการรับรู้ที่ผิดไปจากความเป็นจริง และประสาทหลอน มีอาการเดินโซเซ ม่านตาขยาย หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดลด มีอาการแสดงของระบบประสาทกลางถูกกระตุ้น มีความเคลื่อนไหวมากผิดปกติ จนกระทั่งถึงชักได้ ถ้าฉีดสารดังกล่าวนี้เข้าหลอดเลือดดำจะเริ่มด้วยอาการหนาว สั่น กล้ามเนื้อเกร็ง หายใจลำบาก ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อมาก อาเจียน ไม่มีแรง นอกจากนี้อาจมีอาการอุณหภูมิกายสูงผิดปกติ มีภาวะขาดอ๊อกซิเจน และ methemoglo binemia ได้

การรักษา 
                 นอกจากให้การรักษาทั่วไปแล้ว ควรแยกให้ผู้ป่วยอยู่ในที่สงบ ให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยว่าอาการจะหายไปในเวลาไม่กี่ชั่วโมง สำหรับรายที่มีอาการตื่นตระหนก ประสาทหลอน กลัวตาย อาจให้ยากล่อมประสาทในกลุ่ม benzodiazepines หรือ chlordiazepoxide ถ้าผู้ป่วยเป็นเด็กเล็กต้องให้การรักษาอย่างเต็มที่ เพราะมีรายงานว่าเด็กรับประทานเห็ดจำพวกนี้ตาย ทั้งนี้เพราะระบบน้ำย่อยต่างๆ ของเด็กยังไม่สมบูรณ์เท่าของผู้ใหญ่

3. พิษต่อระบบประสาทอัตโนมัติ
สารชีวพิษจากเห็ดที่ออกฤทธิ์เด่นต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่สำคัญมี 2 จำพวก คือ

3.1 Muscarine

          เห็ดพันธุ์ที่มีสารชีวพิษชนิดนี้มากจนสามารถเป็นพิษแก่คนได้คือ เห็ดในตระกูล Inocybe, Clitocybe และ Omphalotus ส่วนใน Amanita muscaria นั้นมีสารชีวพิษชนิดนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เนื่องจากสารพิษ muscarine ไม่สามารถผ่าน blood-brain barrier ได้ จึงออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท parasympathetic เฉพาะส่วนปลาย ณ ตำแหน่ง postganglionic เท่านั้น หลังจากผู้ป่วยรับประทานเห็ดที่มีสารชีวพิษชนิดนี้ประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง จะเกิดอาการเรียกว่า "cholinergic crisis" ซึ่งประกอบด้วยหัวใจเต้นช้า หลอดลมหดเกร็ง เสมหะมาก ม่านตาหดเล็ก น้ำลายฟูมปาก น้ำตาไหล ปัสสาวะอุจจาระราด และอาเจียน อย่างไรก็ตาม อาการดังกล่าวนี้น้อยกว่าที่เกิดจากสารเคมีกำจัดแมลงกลุ่ม organophosphates มาก เนื่องจากสารชีวพิษชนิดนี้ถูกดูดซึมผ่านทางระบบทางเดินอาหารได้น้อย และถูกทำลายได้ด้วยความร้อน การปรุงอาหารจึงสามารถทำลายสารชีวพิษชนิดนี้ได้

การรักษา ประกอบด้วยการรักษาประคับประคอง และการให้ atropine 1-2 mg เข้าหลอดเลือดดำช้าๆ สามารถให้ซ้ำได้จนกระทั่งเสมหะแห้ง ยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยถึงแก่กรรมจากสารชีวพิษชนิดนี้

3.2 Ibotenic acid และ muscimol 

                   เห็ดที่สร้างสารชีวพิษชนิดนี้ ได้แก่เห็ดบางพันธุ์ในตระกูล Amanita รวมทั้ง A. muscaria ชนบางเผ่ารวมทั้งชาวอเมริกันในบางรัฐ นิยมเสพเห็ดเหล่านี้เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน
กรด ibotenic ออกฤทธิ์ต้าน cholinergic ทั้งในระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย ทำให้มีผลต่อระบบประสาท เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยวิธี decarboxylation เป็น muscimol ซึ่งมีฤทธิ์เพิ่มขึ้น 5-10 เท่าภายใน 30 นาที หลังจากผู้ป่วยรับประทานเห็ดที่มีสารชีวพิษชนิดนี้จะเกิดอาการเมา ทำให้เดินโซเซ เคลิ้มฝัน ร่าเริง กระปรี้กระเปร่า การรับรู้ภาพเปลี่ยนแปลง ประสาทหลอน และเอะอะโวยวาย ภายหลังจากเอะอะแล้วผู้ป่วยจะหลับนาน เมื่อตื่นขึ้นอาการจะกลับคืนสู่สภาพปกติใน 1-2 วัน ถ้ารับประทานเห็ดชนิดนี้มากๆ จะเกิดอาการทางจิตอย่าง ชัดเจน อาจชัก และหมดสติได้ พึงระลึกเสมอว่าเห็ดพวกดังกล่าวนี้มีสารชีวพิษหลายชนิดอาจแสดงอาการของ anticholinergic หรือ cholinergic ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ามีสารชีวพิษชนิดใดมากกว่ากัน การวินิจฉัยได้จากการตรวจร่างกายอย่างละเอียดจะพบกลุ่มอาการ anticholinergic
การรักษาเบื้องต้นเช่นเดียวกับผู้ป่วยที่รับประทานสารพิษโดยทั่วไป

การรักษา ตามอาการทำตามความจำเป็น ถ้ามีอาการชักให้ฉีด diazepam เข้าหลอดเลือดดำ อาจให้ physostigmine ในรายที่มีอาการอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตเช่น คลุ้มคลั่ง หรือหมดสติ เป็นต้น

4. พิษต่อไต
สารชีวพิษจากเห็ด ซึ่งมีพิษต่อไตเป็นอาการเด่น คือสารพิษกลุ่ม bipyridyl ได้แก่ orelline และ orellanine ซึ่งทนต่อความร้อน มีลักษณะทางเคมีสัมพันธ์กับสารเคมีกำจัดวัชพืช diquat พบในเห็ดตระกูล Cortinarius 
เดิมเชื่อว่าเห็ดพวกนี้ไม่มีพิษ แต่ปัจจุบันมีรายงานจากประเทศโปแลนด์และญี่ปุ่นว่า ทำให้เนื้อไตอักเสบ หลอดไตถูกทำลาย (tubulo-interstial nephritis & fibrosis) แต่โกลเมอรูลัสค่อนข้างปกติ รวมทั้งมีรายงานว่าเป็นพิษต่อตับด้วย
อาการเริ่มต้นเกิดขึ้นใน 24-36 ชั่วโมงหลังรับประทาน ผู้ป่วยจะมีอาการ กระเพาะอาหารอักเสบ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น และปวดกล้ามเนื้อ ภายหลังจากมีอาการดังกล่าวแล้วหลายวันจนถึงสัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะบ่อย ไตวายอย่างช้าๆ และเรื้อรัง
เนื่องจากอาการจากสารพิษกลุ่มนี้เกิดขึ้นช้า การลดปริมาณสารพิษที่ร่างกายได้รับรวมทั้งการให้ activated charcoal จึงไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนัก การรักษาต้องให้การประคับประคองโดยให้สารน้ำ และปรับภาวะสมดุลย์ของเกลือแร่อย่างเต็มที่ รวมทั้งเฝ้าตรวจหน้าที่ของไตอย่างใกล้ชิดถ้าจำเป็นอาจต้องทำ hemoperfusion, hemodialysis จนถึงอาจต้องทำการเปลี่ยนไต

5. พิษร่วมกับ alcohol คล้าย disulfiram
                 สารชีวพิษที่มีฤทธิ์คล้าย disulfiram ได้แก่ coprine ประกอบด้วยกรดอะมิโนพบในเห็ดตระกูล Coprinus 
สารนี้จะไม่มีพิษถ้าไม่รับประทานร่วมกับการดื่มสุรา ออกฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ acetaldehyde dehydrogenase ทำให้ acetaldehyde จากการเผาผลาญ alcohol ไม่ถูกเปลี่ยนเป็น acetate ทำให้ acetaldehyde คั่งอยู่ในเลือดเป็นจำนวนมาก
อาการจะเริ่มเกิดขึ้นใน 10-30 นาที หลังจากรับประทานเห็ดแกล้มเหล้า และอาจเกิดขึ้นเมื่อดื่มสุราหลังจากรับประทานเห็ดแล้วถึง 1 สัปดาห์ก็ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการหน้าแดง ตัวแดง ใจสั่น หายใจหอบ เหงื่อแตก เจ็บหน้าอก ชาตามตัว ม่านตาขยาย และความดันโลหิตสูง อาจพบความดันโลหิตต่ำได้เนื่องจากหลอดเลือดขยายตัว

การรักษา  เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่เกิดปฏิกิริยาจาก disulfiram กับสุรา คือให้คำแนะนำว่าไม่เป็นอันตราย และหายเองในไม่ช้า ในรายที่ความดันโลหิตต่ำต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ถ้าไม่ได้ผลอาจต้องให้ norepinephrine และถ้าอาการรุนแรงมากอาจทำ hemodialysis เพื่อขจัด ethanol และ acetaldehyde ออกจากเลือด

6. พิษต่อทางเดินอาหาร
               เห็ดที่มีสารชีวพิษซึ่งจัดในกลุ่มนี้ คือเห็ดที่ทำให้เกิดอาการเฉพาะระบบทางเดินอาหารภายใน 30 นาที - 3 ชั่วโมง มีอาการจุกเสียดยอดอก อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง และไม่ทำให้มีอาการทางระบบอื่นๆ มีเห็ดมากมายหลายพันธุ์ที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว
              ส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรงและไม่ต้องการการรักษาเฉพาะใดๆ มักจะพบได้เองภายใน 24 ชั่วโมง
สิ่งสำคัญที่แพทย์มักผิดพลาดในการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากเห็ด คือการให้ผู้ป่วยกลับบ้านหลังจากอาการทางระบบทางเดินอาหารทุเลา โดยไม่ได้ติดตามดูแลอาการผู้ป่วย สารชีวพิษจากเห็ดหลายชนิดโดยเฉพาะในตระกูล Amanita 

มักมีอาการรุนแรงจนถึงทำให้ผู้ป่วยตายได้ หลังจากอาการทางระบบทางเดินอาหารดีขึ้นแล้วหลายวัน

การรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากเห็ดซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าเป็นเห็ดชนิดใด หรือได้รับพิษจากสารชีวพิษกลุ่มใด จึงต้องติดตามดูแลอาการ และตรวจหน้าที่ของตับและไตเป็นระยะๆ จนแน่ใจว่าผู้ป่วยพ้นขีดอันตรายแล้วเสมอ

เอกสารอ้างอิง
Aboul-Enen HY. Psilocybin: a pharmacological profile. Am J Pharmacol 1974;146:91.
Bartter F. Thioctic acid and mushroom poisoning. Science 1975;187:216.
Klein AS, Hart J, Brems JJ, et al. Amanita poisoning: treatment and the role of liver transplantation. Am J Med 1989;86:187.
Rumack BH, Salzman E. Mushroom poisoning: diagnosis and treatment. West Palm Beach, FL, CRC press, 1978;263.

ขอบคุณข้อมูลจาก http://med.mahidol.ac.th/poisoncenter/th/pois-cov/mushroom

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เห็ดร่างแห (Dictyophora indusiata)

เห็ดร่างแห (Dictyophora indusiata)

 


                 Dictyophora indusiata

                 

        เห็ดร่างแห (Dictyophora indusiata (Pers.) Fisch) นี้มีเขตกระจายพันธุ์ในทั่วทุกภาคของประเทศไทย มักขึ้นเป็นดอกเดี่ยว ๆ บนพื้นดินที่มีใบไม้เน่าเปื่อยผุพัง พบมากในช่วงฤดูฝน ลักษณะเด่นอันเป็นที่มาของขื่อก็คือ ตรงที่ใต้ฐานดอกเห็ดมีเยื่อบาง ๆ คล้ายร่างแหกางห้อยลงมาคลุมก้านดอก ดูคล้ายสุ่มร่างแห ยามที่โดนลม เจ้าสุ่มนี้ก็จะพัดแกว่งไกวราวกับสุภาพสตรีใส่กระโปรงลูกไม้เต้นระบำอยู่ ได้เป็นที่มาของชื่อ Dancing mushroom อีกชื่อหนึ่ง         
        แต่ร่างแหนี้ไม่ได้มีเพียงความสวยงามแปลกตาเท่านั้น ยังเป็นอาหารน่าลิ้มลองของพวกเราด้วย โดยชาวจีนนำมาใช้เป็นอาหารแล้วเรียกชื่อใหม่จนผู้บริโภคเดาที่มาไม่ถูกเลย นั่นก็คือ "เยื่อไผ่" ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็นิยมนำมาทำเป็นซุป ผัดรวมกับผัก โดยสรรพคุณในแง่ของการรับประทานนั้นยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันได้ แต่ที่มีการศึกษามาแล้วคือ แก้โรคเกี่ยวกับข้อได้ จึงนำมาทำเป็นส่วนผสมในน้ำมันนวดแก้โรคเกาต์ โรครูมาติซึม

       ในเห็ดเยื่อไผ่ อุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และสังกะสี นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้เห็ดเยื่อไผ่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย และชาวจีนนิยมนำมาเป็นอาหารบำรุ่งร่างกาย
                
        อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการนำมาเป็นอาหารนั้น คงใข้ได้เฉพาะส่วนของร่างแหเท่านั้น ส่วนอื่นยังไม่มีรายงานว่ากินได้ โดยเฉพาะดอกเห็ดนั้นมีฤทธิ์เบื่อเมา จึงนำมารับประทานไม่ได้
        
        มีการสำรวจพบว่าในประเทศไทยมีเห็ดร่างแหอยู่ ชนิดด้วยกันคือ ชนิดที่มีร่างแหสั้นสีขาว ร่างแหยาวสีชมพู ร่างแหสีส้ม และร่างแหยาวสีขาวซึ่งเป็นชนิดที่นำมาใช้รับประทาน
 
        ในอดีตเป็นหนึ่งในเจ็ดของยาอายุวัฒนะที่จัดเป็นเมนูเสวยให้กับฮ่องเต้ในราชวงศ์ชิงโดยเห็ดเยื่อไผ่จะถูกส่งมาจากมณฑลยูนนาน และนำมาถวายในราชสำนัก
      
         ในปัจจุบัน เห็ดเยื่อไผ่มีราคาถูกลงมาก จากที่เคยขายกันถึงกิโลกรัมละกว่า 7,000 เหรียญสหหรัฐ (ประมาณ 210,000) ปัจจุบันกิโลกรัมละ ประมาณ 4-500 เหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มราคาจะลดลงอีก เนื่องจากมีการเพาะปลูกเห็ดเยื่อไผ่เป็นอุตสาหกรรมทำให้ผลผลิตมีมากขึ้น
 

ที่มา: http://www.nsm.or.th, สำรวจโลก

เห็ด Microstoma floccosum



       
          Microstoma  floccosum คือเห็ดถ้วยที่อยู่ในแฟมมิลี่ Sarcoscyphaceae เห็ดชนิดนี้มีลักษณะพิเศษคือดอกเห็ดเป็นทรงถ้วยกรวยลึก ดอกเห็ดสีแดงสดมีขนสีขาวคลุมดอก พบในสหรัฐอเมริกาและเอเชีย เจริญบนขอนไม้และกิ่งไม้ของต้นโอ๊ค
               ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกเห็ด 0.5-0.8 เซนติเมตร เมื่อดอกเห็ดยังอ่อนขอบดอกจะโค้งเข้าภายใน พื้นผิวดอกทั้งด้านนอกและด้านในมีสีแดงสด ผิวดอกเห็ดด้านนอกปกคลุมด้วยขนแข็งสีขาว เมื่อใช้แว่นขยายส่องดูพบว่าขนนี้ยาว 1 มิลลิเมตรหรือมากกว่า  โปร่งแสง หนา และแข็งเป็นทรงดาบหรือกระบี่ มีความแหลมคมเล็กน้อย โครงสร้างส่วนขนนี้จะเชื่อมกับส่วนเนื้อเยื่อของดอกเห็ดที่เรียกว่า medullary และ ectal excipulums เมื่อขนนี้สัมผัสกับสารละลาย alkali ของ  2%  potassium hydroxide จะบวมและสลายไป เมื่อส่องสปอร์ภายใต้กล้องจุลทรรศน์พบว่าเป็นทรงกระบอกผิวเรียบ

                เห็ดชนิดนี้เป็นผู้ย่อยสลาย เจริญอย่างกระจัดกระจายหรือเกาะกลุ่มกัน โดยขึ้นเจริญบนไม้เนื้อแข็ง ท่อนไม้ ซุง พบได้ในช่วงก่อนฤดูร้อน และในช่วงฤดูร้อนบนเทือกเขา Rocky โดยเฉพาะทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเทือกเขา ไม่มีรายงานว่าเห็ดชนิดนี้ชอบเจริญบนต้นโอ๊คหรือต้น Shagbark hickory มากกว่ากัน



แหล่งข้อมูล

http://en.wikipedia.org/wiki/Microstoma_floccosum

เรื่องของเห็ด

            

            มนุษยเรารูจัก “เห็ด” และนํามาใชบริโภคเปนอาหารเปนเวลานานแลว มีหลักฐานวา เห็ดเกิดขึ้นบนโลกมานานกวา 130 ลานป กอนที่มนุษยจะเกิดขึ้นบนโลก นอกจากเห็ดจะเปนแหลง อาหารของมนุษยและสัตวแลว เห็ดยังมีบทบาทสําคัญในการรักษาสิ่งแวดลอม โดยชวยในกระบวนการยอยสลายสิ่งตกคางจากซากพืช โดยเฉพาะที่มีสวนประกอบของเซลลูโลส ลิกนิน และมูลสัตว ใหเปน ประโยชนตอการเจริญเติบโต เปนการลดปริมาณของเสียที่เกิดจากพืชและสัตวโดยธรรมชาติ ทั้งนี้เนื่องจากเห็ด มีเอ็นไซม (Enzyme) หลายชนิดที่ยอยสลายวัสดุ ที่มีโครงสรางของอาหารที่ซับซอน ใหอยู ในรูปของสารอาหารที่ สามารถดูดซึมไปใชได เชน เห็ดหอม เห็ดสกุลนางรม เห็ดกระดุม เปนตน นอกจากนี้ยังมีเห็ดที่ตองอาศัยอาหารจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ หรืออาศัยอาหารจากรากพืชอีกหลายชนิดในธรรมชาติ
            เห็ดเป็นส่วนสร้างสปอร์ ลักษณะเป็นเนื้อของเห็ดรา ตรงแบบอยู่เหนือพื้นดินหรือบนแหล่ง
อาหารของมัน คำว่า "เห็ด" มักใช้กับเห็ดราบะซิดิโอไมโคตาและอะการิโคไมซีทีส ซึ่งมีก้าน (stipe) หมวก (pileus) และครีบ (lamellae, เอก. lamella) หรือรูด้านใต้หมวก รูหรือครีบเหล่านี้สร้างสปอร์เห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่ช่วยให้เห็ดแพร่ทั่วพื้นหรือพื้นผิวที่มันอยู่
   เห็ดขยายพันธุ์ด้วยสปอร์ (spore) โดยการปล่อยสปอร์ลอยไปตามลม เมื่อสปอร์ตกในที่เหมาะสมก็จะงอกเป็นกลุ่มใยรา (mycelium) ต่อมาก็เกิดเป็นดอกเห็ด การแบ่งแยกชนิดของเห็ดโดยหลักสามารถแบ่งได้ตามลักษณะรูปร่าง เช่น ลักษณะหมวก สีหมวก ครีบ ก้าน และสีของสปอร์ เป็นต้น


วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้ใช้ไม้ขีดไฟ?

หากพูดถึงการก่อไฟหรือการจุดไฟเพื่อทำอะไรสักอย่างหนึ่ง หลายคนต้องร้องหาไฟแช็กกันจ้าละหวั่น แน่นอนใครจะมัวแต่ไปเอาไม้มาถูกันให้เกิดประกายไฟ หรือการนำหินมากระเทาะกันให้เกิดสะเก็ดไฟ ให้เหงื่อตกเล่นอยู่หลายชั่วโมง ไฟแช็กสิ! ง่ายๆ รวดเร็วราวดีดนิ้วเสกไฟ  แต่ก่อนจะมีไฟแช็กให้เราได้จุดไฟกันอย่างสะดวกสบายแล้ว มีใครเคยนึกถึงไม้ขีดไฟกันบ้างมั๊ย? เคยถามตัวเองมั๊ยว่าจุดไฟด้วยไม้ขีดไฟครั้งสุดท้ายเมื่อไร หรือเด็กรุ่นใหม่บางคนเคยได้ใช้ไม้ขีดไฟกันหรือยัง
ถ้าเรายังเป็นมนุษย์ถ้ำ เราคงตื่นเต้นกันมากที่มีสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถจุดไฟได้อย่างไม้ขีดไฟ แต่บังเอิญเราไม่ใช่มนุษย์ถ้ำกันแล้ว เราเลยเฉยๆ จนแทบจะไม่ใส่ใจกับของใช้ในอดีต วันนี้ก็เลยอยากจะมาย้อนรอยไม้ขีดไฟให้ทุกคนได้รับรู้ไปพร้อมๆ กับการอ่าน
ไม้ขีดไฟติดไฟได้อย่างไร?
ปัจจุบันนี้เราใช้วัสดุที่ค่อนข้างปลอดภัยกว่าในยุคก่อนๆ มาก และไม้ขีดไฟจะติดไฟได้เมื่อขีดหัวไม้ขีดลงบนข้างกลักที่เคลือบด้วยฟอสฟอรัสแดง ทำให้ฟอสฟอรัสแดงระเหิดออกมารวมกับออกซิเจนที่ได้จากโพแทสเซียมคลอเรตที่หัวไม้ขีด จึงทำให้ไม้ขีดติดไฟขึ้นได้
ถ้าวัสดุที่ใช้กันในปัจจุบันมีความปลอดภัยกว่ายุคก่อนหน้า แล้วยุคก่อนหน้าใช้วัสดุอะไรในการทำไม้ขีดไฟ แล้วเราเริ่มใช้ไม้ขีดไฟกันตั้งแต่เมื่อไร?
เราเริ่มใช้ไม้ขีดไฟกันได้อย่างไร?
ไม้ขีดไฟ เจ้าก้านเล็กๆ หัวแดงๆ ที่เมื่อเอาส่วนไปเสียดสีกับข้างกล่องแล้วติดไฟ (บางอันก็ติดบ้างไม่ติดบ้าง) และการใช้งานในปัจจุบันนี้ จะมีเห็นให้ใช้ส่วนใหญ่ก็คงจะมีแต่ในวัดหรือตามอนุสาวรีย์ หรือสถานที่ศักดิ์สิทธ์ทั้งหลายที่คนมักไปกราบไหว้บูชา (เพื่อขอพร) แต่ใครจะรู้ว่ามันมีการเดินทางที่ยาวนานใช่เล่นเลยทีเดียว
ในปี พ.ศ. 1043 -1120 ในช่วงที่จีนตกอยู่ในช่วงสงครามชนเผ่า การหุงหาอาหารขาดแคลนเชื้อไฟ เหล่านางกำนัลจึงใช้ก้านไม้สนเล็กๆ ชุบด้วยกำมะถัน ซึ่งเชื้อเพลิงนี้จะติดไฟได้เมื่อโดนสะเก็ดไฟเพียงเล็กน้อย และนี่ก็คือต้นกำเนิดของไม้ขีดไฟ แต่ในเวลานั้น สิ่งประดิษฐ์นี้ถูกเรียกว่า ก้านไฟหนึ่งนิ้ว
ช่วงก่อนปีพ.ศ. 2073 ไม่พบหลักฐานของไม้ขีดไฟในยุโรป แต่คาดการว่าเจ้า “ก้านไฟหนึ่งนิ้ว” นี้คงเข้าสู่ทวีปยุโรปพร้อมกับนักเดินทางช่วยุโรปที่เดินทางไปจีนในช่วงเวาลาเดียวกับมาร์โค โปโล และชาวยุโรปได้ใช้ไม้สนชุบกำมะถันนั้นเรื่อยมา
พ.ศ. 2370 จอห์น วอร์คเกอร์ (John Walker) นักเคมีชาวอังกฤษ ทำการจุ่มปลายไม้ลงในส่วนผสมของ แอนติโมนีไตรซัลไฟด์, โพแทสเซียมคลอเรตและกาวจากยางไม้ ซึ่งเมื่อนำไปขีดลงบนวัตถุจะทำให้เกิดประกายไฟขึ้นวอร์คเกอร์จึงเรียกสิ่งประดิษฐ์ของเขาว่า “ไม้ขีดไฟ (Matches)” วอร์คเกอร์ จึงได้ผลิตแล้วนำออกขายในกล่องดีบุกบรรจุ 50 ก้าน (พร้อมด้วยกระดาษทรายเพื่อใช้เสียดสีให้เกิดประกายไฟ) ภายใต้ยี่ห้อ “CONGREVES” แต่คุณภาพก็ไม่ได้ดีพอที่จะติดไฟได้ทุกครั้ง
ซึ่งต่อมาชาร์ล โซเรีย (Charles Sauria) ชาวฝรั่งเศส และเจคอบ ฟรีดริช คามเมอเรอ (Jacob Friedrich Kammerer)ชาวเยอรมัน ได้คิดค้นส่วนผสมใหม่จากกำมะถัน โฟแทสเซียมคลอเรต และฟอสฟอรัสขาว ซึ่งมีความไวไฟสูง จึงติดไฟง่าย แต่ก็ติดง่ายเกินไป เพราะแค่สัมผัสกับเสื้อผ้าก็ติดไฟแล้ว การพกพาไม้ขีดไฟสมัยนั้นจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่เป็นอันตรายมากๆ ก็คือคนงานในโรงงานผลิตไม้ขีดไฟที่ต้องล้มตายด้วยโรค Phossy Jaw ซึ่งเป็นอันตรายจากไอระเหยของฟอสฟอรัสขาว ที่ทำให้กระดูกขากรรไกรผุกร่อน ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
พ.ศ. 2387 กุสตาฟ อีริค พาสช์ (Gustaf Erik Pasch)นักเคมีชาวสวีดิช เปลี่ยนใช้ส่วนผสมจากฟอสฟอรัสขาวเป็นฟอสฟอรัสแดง ซึ่งไม่เป็นพิษและไม่ไวไฟ จึงทำให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไม้ขีดไฟปลอดภัยมากขึ้น
พ.ศ. 2394 โจฮาน ลันสตรอม (Johan Lunstrom)ชาวสวีดิช ใช้ฟอสฟอรัสแดงผสมกาวทาผิวข้างกลักแทนการผสมที่หัวไม้ขีดไฟ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ไฟก็จะติดก็ต่อเมื่อขีด (ให้ฟอสฟอรัสแดงระเหิด โดยมีโพแทสเซียมคลอเรตและแอนติโมนีไตรซัลไฟด์เป็นตัวให้ออกซิเจน) กับกลักข้างกล่องเท่านั้น
พ.ศ. 2398 ไม้ขีดไฟของลันสตอมได้เข้าสู่กระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรและวางจำหน่ายไปทั่วโลกภายใต้ชื่อ “Safty Matches” นับล้านกล่อง
โดยไม้ขีดไฟเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในช่วงรัชกาลที่ 4 ซึ่งในสมัยแรกๆ เป็นสินค้านำเข้าจากสวีเดนและญี่ปุ่น
ภาพแสดงตัวอย่างหน้ากลักไม้ขีดไฟของญี่ปุ่น
แต่ต่อมาในช่วงรัชกาลที่ 7 ประเทศไทยเริ่มมีโรงงานผลิตไม้ขีดไฟเป็นของตัวเอง จึงลดการนำเข้าไม้ขีดไฟลง และค่อยๆ หมดไปในที่สุด ซึ่งไม้ขีดไฟที่ผลิตในไทยจะนิยมใช้เป็นไม้เนื้อสีขาวที่ไม่แข็งและไม่อ่อนจนเกินไป เช่น ไม้มะยมป่า ไม้อ้อยช้าง ไม้มะกอก และไม้ปออกแตก เป็นต้น โดยโรงงานผลิตไม้ขีดไฟในยุดแรกๆ นั้น ได้แก่บริษัท มิ่นแซ จำกัด ผลิตไม้ขีดไฟตรานกแก้ว ตรารถกูบ ,บริษัท ตั้งอาจำกัด ผลิตไม้ขีดไฟตรามิกกี้เม้าท์, บริษัทไทยไฟ ผลิตไม้ขีดไฟตรา 24 มิถุนา ซึ่งเป็นรูปที่นั่งอนันตมหาสมาคม เป็นที่ระลึกในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบบประชาธิปไตย เมื่อปี 2475 บริษัท สยามแมตซ์แฟกเตอร์รี่ หรือบริษัท ผลิตไม้ขีดไฟไทยในปัจจุบัน ผลิตไม้ขีดไฟตราธงธงไตรรงค์ และตราพญานาค ซึ่งมีให้เห็นมาจนทุกวันนี้
แม้ว่าการใช้งานไม้ขีดไฟจะไม่ได้รับความนิยมในปัจจุบันแล้ว  แต่เรื่องราวของไม้ขีดไฟก็ยังเป็นเรื่องเล่าที่ปู่ย่าตายายสมัยยังหนุ่มสาวชอบเล่าให้ฟังเวลาไฟดับ ที่ต้องควานหาไม้ขีดไฟเพื่อมาจุดไฟตะเกียงหรือเทียนเวลาไฟดับ ...แล้วที่บ้านของคุณล่ะ มีไม้ขีดไฟไว้จุดเทียนเวลาไฟดับ (แบบคลาสสิค) แบบคุณตาคุณยายหรือเปล่า? 
                                                                                                                                                                    BY SUNNY
ที่มาข้อมูล
ย้อนรอยไม้ขีดไฟ., (2558, มกราคม-มีนาคม). สื่อพลัง. 23 (1): 4-5.
www.wikiwand.com/en/Match
www.nstda.or.th/vdo-nstda/sci-day-techno/5245-potassiumchlorate

ที่มาภาพ
io9.com/a-grisly-but-fascinating-tale-of-the-greatest-medical-r-1631123214
www.lib.ru.ac.th/journal/match.html
packagingcity.wordpress.com/tag/matchbox/
www.finearts.go.th/promotion/parameters/km/item/ภาพเก่า-เล่าอดีต-ไม้ขีดไฟและหน้ากลักไม้ขีดไฟ.html
http://teen.mthai.com/wp-content/uploads/2014/10/151.jpg
อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/502326