Translate

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แรงและการเคลื่อนที่

                    
1. เวกเตอร์ของแรง
     แรง หมายถึง สิ่งที่สามารถทำให้วัตถุที่อยู่นิ่งเคลื่อนที่หรือทำให้วัตถุที่กำลัง เคลื่อนที่มีความเร็วเพิ่มขึ้นหรือช้าลง หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุได้

     ปริมาณทางฟิสิกส์ มี 2 ชนิด คือ
          1. ปริมาณเวกเตอร์ หมายถึงปริมาณที่มีทั้งขนาดและทิศทาง เช่น แรง ความเร็ว น้ำหนัก
          2. ปริมาณสเกลาร์ หมายถึง ปริมาณที่มีแต่ขนาดอย่างเดียว ไม่มีทิศทาง เช่น พลังงาน อุณหภูมิ เวลา พื้นที่ ปริมาตร อัตราเร็ว

     การเขียนเวกเตอร์ของแรง
          ใช้ความยาวของส่วนเส้นตรงแทนขนาดของแรง และหัวลูกศรแสดงทิศทางของแรง

2. การเคลื่อนที่ในหนึ่งมิติ      
     2.1 การเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง แบ่งเป็น 2 แบบ คือ
               - การเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรงที่ไปทิศทางเดียวกันตลอด เช่น โยนวัตถุขึ้นไปตรงๆ รถยนต์  กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าในแนวเส้นตรง
               - การเคลื่อนที่ในแนวเส้นเส้นตรง แต่มีการเคลื่อนที่กลับทิศด้วย เช่น รถแล่นไปข้างหน้าในแนวเส้นตรง เมื่อรถมีการเลี้ยวกลับทิศทาง ทำให้ทิศทางในการเคลื่อนที่ตรงข้ามกัน
     2.2 อัตราเร็ว ความเร่ง และความหน่วงในการเคลื่อนที่ของวัตถุ
               - อัตราเร็วในการเคลื่อนที่ของวัตถุ คือระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ใน 1 หน่วยเวลา
               - ความเร่งในการเคลื่อนที่ หมายถึง ความเร็วที่เพิ่มขึ้นใน 1 หน่วยเวลา เช่น วัตถุตกลงมาจากที่สูงในแนวดิ่ง
               - ความหน่วงในการเคลื่อนที่ของวัตถุ หมายถึง ความเร็วที่ลดลงใน 1 หน่วยเวลา เช่น โยนวัตถุขึ้นตรงๆ ไปในท้องฟ้า

3. การเคลื่อนที่แบบต่างๆ ในชีวิตประจำวัน       
     3.1 การเคลื่อนที่แบบวงกลม หมายถึง การเคลื่อนที่ของวัตถุเป็นวงกลมรอบศูนย์กลาง เกิดขึ้นเนื่องจากวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่จะเดินทางเป็นเส้นตรงเสมอ แต่ขณะนั้นมีแรงดึงวัตถุเข้าสู่ศูนย์กลางของวงกลม เรียกว่า แรงเข้าสู่ศูนย์กลางการเคลื่อนที่ จึงทำให้วัตถุเคลื่อนที่เป็นวงกลมรอบศูนย์กลาง เช่น การโคจรของดวงจันทร์รอบโลก
     3.2 การเคลื่อนที่ของวัตถุในแนวราบ  เป็นการเคลื่อนที่ของวัตถุขนานกับพื้นโลก เช่น รถยนต์ที่กำลังแล่นอยู่บนถนน
     3.3 การเคลื่อนที่แนววิถีโค้ง เป็นการเคลื่อนที่ผสมระหว่างการเคลื่อนที่ในแนวดิ่งและในแนวราบ
อ้างอิง http://scimathayom3.blogspot.com/p/1.html

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การสลายโปรตีน

การออกซิไดซ์กรดอะมิโนในสัตว์จะเกิดได้ 3 สภาวะที่แตกต่างกัน ดังนี้
       1. ในระหว่างการสังเคราะห์และการย่อยเซลล์โปรตีนตามปกติ กรดอะมิโนบางชนิดจะถูกปล่อยออกมาใน ถ้ากรดอะมิโนนั้นไม่ได้ถูกใช้ในการสังเคราะห์โปรตีนตัวใหม่
       2. เมื่ออาหารนั้นมีโปรตีนอยู่มากและการย่อยกรดอะมิโนก็เพียงพอสำหรับการสังเคราะห์โปรตีนของร่างกายแล้ว แต่ไม่สามารถเก็บกรดอะมิโนไว้ได้
       3. ในช่วงที่ร่างกายขาดอาหารหรือการเป็นโรคเบาหวาน เมื่อคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ ร่างกายจะใช้เซลลโปรตีนเป็นแหล่งพลังงาน
     ในการย่อยกรดอะมิโนทั้ง 3 สภาวะนี้ กรดอะมิโนจะเสียหมู่อะมิโนออกไปเกิดเป็น a-keto acid ซึ่งจะถูกออกซิไดซ์ต่อไปและสุดท้ายจะได้เป็น CO2 และ H2O และที่สำคัญการย่อยกรดอะมิโนจะให้สารที่มี 3- หรือ 4-คาร์บอน ซึ่งเอนไซม์ gluconeogenesis สามารถเปลี่ยนให้เป็นกลูโคสได้ และใช้เป็นพลังงานของสมอง กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออื่นได้
     การย่อยกรดอะมิโนจะมีขั้นตอนคล้ายๆ กับการย่อยกรดไขมัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้การย่อยกรดอะมิโนแตกต่างจากการย่อยสารอื่น เพราะกรดอะมิโนทุกตัวจะประกอบด้วยหมู่อะมิโนและสายโซ่ของคาร์บอน และในการย่อยกรดอะมิโนจะต้องมีขั้นตอนสำหรับแยกหมู่อะมิโนออกจากสายโซ่ของคาร์บอนและหมู่อะมิโนก็จะเข้าสู่กระบวนการย่อยของมันเอง

การสลายกรดอะมิโน

       สัตว์มีกระดูกสันหลังมีแหล่งของหมู่อะมิโน คือกรดอะมิโนที่ได้จากการย่อยโปรตีน ซึ่งกรดอะมิโนส่วนใหญ่จะถูกเมแทบอไลซ์ (metabolyzed) ที่ตับ ซึ่งในกระบวนการนี้จะมีการปล่อยแอมโมเนียออกมา ซึ่งแอมโมเนียจะถูกหมุนเวียนใช้ในกระบวนการชีวสังเคราะห์ (biosynthesis) ส่วนแอมโมเนียที่มากเกินความต้องการก็จะถูกกำจัดออกมาในรูปของยูเรีย (urea) หรือกรดยูริก (uric acid)
         หมู่อะมิโนจากกรดอะมิโนจะถูกส่งไปยัง แอลฟา-คีโตกลูตาเรท (a-ketoglutarate) เพื่อเกิดเป็นกลูตาเมท (glutamate) จากนั้นกลูตาเมทก็จะถูกส่งไปยังไมโทคอนเดรียซึ่งหมู่อะมิโนจะถูกแยกออกมาได้เป็นแอมโมเนีย ส่วนแอมโมเนียที่มากเกินความต้องการก็จะถูกเปลี่ยนเป็น amide nitrogen ของ glutamine ซึ่งจะถูกส่งไปยังตับและไมโทคอนเดรียของตับ และถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของยูเรียหรือกรดยูริก เพื่อที่จะกำจัดออกจากร่างกายต่อไป

วิถีการย่อยกรดอะมิโน
        ร่างกายของมนุษย์ได้พลังงานจากเมแทบอลิซึมของกรดอะมิโนเพียง 10 – 15 % เท่านั้น ซึ่งแหล่งพลังงานหลักของร่างกายได้จากการกระบวนการไกลโคไลซิสและออกซิเดชันของกรดไขมัน ซึ่งเมแทบอลิซึมของกรดอะมิโนที่จำเป็นทั้ง 20 ชนิดนั้นจะนำมาใช้ในการสังเคราะห์ผลิตภัณฑ์เพียง 5 ชนิด คือ acetyl-CoA,glutamate, a-ketoglutaratesuccinyl-CoA และ oxaloacetate ซึ่งทั้ง 5 ชนิดก็จะเข้าสู่วัฏจักรกรดซิตริก ซึ่งสายโซ่ของคาร์บอนจะถูกเปลี่ยนให้เป็น gluconeogenesis หรือ ketogenesis หรือจะถูกออกซิไดซ์อย่างสมบูรณ์ได้เป็น CO2 และ H2O

อ้างอิง http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/electrochemistry/web/oxidation_of_amino_acids1.htm

การสลายไขมันเพื่อให้ได้พลังงาน

 ไขมันเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิต และไขมันในธรรมชาติส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของไตรเอซิลกลีเซอรอล (triacylglycerol) หรือไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) โดยไตรเอซิลกลีเซอรอล 1 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 38 kJ ซึ่งให้พลังงานมากกว่าโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตเกือบ 2 เท่า
             ก่อนที่จะเกิดการย่อย ไตรเอซิลกลีเซอรอลสามารถถูกดูดซึมได้ที่ผนังของลำไส้เล็ก ในการที่จะย่อยไตรเอซิลกลีเซอรอลนั้น ไตรเอซิลกลีเซอรอลจะต้องเปลี่ยนจากรูปที่ไม่ละลายน้ำไปเป็นรูปของไมเซลล์ (micelles) หลังจากนั้นต่อมน้ำดีจะหลั่งน้ำดีไปคลุกเคล้ากับไตรเอซิลกลีเซอรอลที่ลำไส้เล็ก ทำให้เอนไซม์ไลเปสที่ละลายในน้ำ (water – soluble lipase) ในลำใส้เล็กสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเอนไซม์ไลเปสย่อยไตรเอซิลกลีเซอรอลแล้วจะได้เป็น
        มอนอเอซิลกลีเซอรอล (monoacylglycerol)
        ไดเอซิลกลีเซอรอล (diacylglycerol)
        กรดไขมันอิสระ (free fatty acids)
        กลีเซอรอล (glycerol)
         ประมาณ 95% ของพลังงานทั้งหมดของไตรเอซิลกลีเซอรอลจะยังคงอยู่ในรูปของสายโซ่ของกรดไขมัน มีเพียง 5% เท่านั้นที่จะอยู่ในรูปของกลีเซอรอล


 อ้างอิง http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/electrochemistry/web/oxidation_of_fatty_acids1.htm

การสลายน้ำตาล

             คาร์โบไฮเดรตในธรรมชาติหลายชนิดมีหน่วยโครงสร้างเป็นกลูโคส ซึ่งกลูโคสถือว่าเป็นแหล่งพลังงานหลักของสิ่งมีชีวิต ซึ่ง กระบวนการที่สิ่งมีชีวิตใช้ในการสลายกลูโคสเพื่อให้ได้พลังงานในรูปของ ATP และอิเล็กตรอนในรูปของ NADH นั้นเรียกว่า ไกลโคลิซิส (glycolysis)
        นอกจากไกลโคลิซิสแล้ว สิ่งมีชีวิตยังสามารถย่อยสลายกลูโคสเพื่อให้ได้พลังงานในรูปของ ATP และอิเล็กตรอนในรูปของ NADPH ด้วยวิถีเพนโทสฟอสเฟต (pentose phosphate pathway) อีกด้วย

ออกซิเดชันของกลูโคสโดยวิถีไกลโคลิซิส

ปฏิกิริยาการสลายกลูโคสของการหายใจระดับเซลล์ ถ้าเป็นการหายใจแบบใช้ออกซิเจน ปฏิกิริยาจะเกิดขึ้น 4 ขั้น คือ

1.ไกลโคไลซิส (glycolysis)
- กระบวนการนี้เกิดขึ้นในไซโทพลาสซึมของเซลล์
- เป็นกระบวนการสลายน้ำตาลเฮกโซส(hexose) คือ น้ำตาลที่มีคาร์บอน 6 อะตอม เช่น น้ำตาลกลูโคส ให้กลายเป็นกรดไพรูวิก(pyruvic acid)ซึ่งเป็นน้ำตาลที่มีคาร์บอน 3 อะตอม จำนวน 2 โมเลกุล
ปฏิกิริยาไกลโคไลซิสนี้เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายขั้นตอน แต่ละขั้นตอนจะมีเอนไซม์เฉพาะเข้าร่วมทำให้เกิดปฏิกิริยา
- กระบวนการนี้มีการใช้พลังงาน ATP 2 โมเลกุล ได้พลังงานATP เกิดขึ้นจากปฏิกิริยา 4 โมเลกุล เมื่อมีการใช้ ATP ไป 2 โมเลกุล จึงเหลือ ATP เพียง 2 โมเลกุล จากกระบวนการไกลโคไลซิสที่มีการสลายน้ำตาลกลูโคส 1 โมเลกุล
- มีไฮโดรเจนเกิดขึ้น 4 อะตอม ซึ่งมี NAD+ เป็นตัวรับไฮโดรเจน กลายเป็น NADPH+H2 2 โมเลกุล ซึ่งจำนำไฮโดรเจนเข้าสู่กระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอน

2.การสร้างอะเซทิลโคเอนไซม์ เอ
- เกิดจากกรดไพรูวิก ซึ่งมีคาร์บอน 3 อะตอม ทำปฏิกิริยากับโคเอนไซม์ เอ ได้อะเซทิลโคเอนไซม์ เอ ที่มีคาร์บอน 2 อะตอมเข้าสู่กระบวนการวัฏจักรเครบส์ต่อไป
- เมื่อเสร็จสิ้นปฏิกิริยาของกระบวนการนี้จะเกิด CO2 2 โมเลกุล เกิดไฮโดรเจน 4 อะตอม เนื่องจากมรกรดไพรูวิกเข้าทำปฏิกิริยา 2 โมเลกุล ซึ่งมี NAD+ มารับกลายเป็น 2(NADH+H+)

3.วัฏจักรเครบส์
- กระบวนการนี้เกิดขึ้นในไมโตคอนเดรียบริเวณของเหลว
- โดยอะเซทิลโค เอ รวมตัวกับกรดออกซาโลอะซีติก เป็นสารที่มีคาร์บอน 4 อะตอม กลายเป็นกรดซีติก เป็นสารที่มีคาร์บอน 6 อะตอม แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกหลายขั้นตอน มีการลดอะตอมของคาร์บอนจาก 6 เป็น 5 และเป็นคาร์บอน 4 อะตอมในรูปของกรดออกซาโลอะซีติกอีก
- ผลจากปฏิกิริยาเกิด CO2 จำนวน 2 โมเลกุล ได้พลังงาน ATP 1 โมเลกุล ได้ H+ 8 อะตอม โดยมี NAD+ มารับไป 6 อะตอม และมี FAD+ มารับไป 2 อะตอม
- การสลายกลูโคส 1 โมเลกุล เกิด acetyl Co.A 2 โมเลกุล จึงต้องเกิดวัฏจักรเครบส์ 2 รอบ

4.กระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอน
- เกิดขึ้นในไมโตคอนเดรียบริเวณปุ่มเล็ก ๆ ของเยื่อชั้นในของไมโตคอนเดรีย
- เกิดขึ้นในภาวะที่มีการหายใจแบบใช้ออกซิเจน คือ มี O2 อยู่ด้วย
- NAD+ และ FAD จะรับไฮโดรเจนกลายเป็น NADH+ H+ และ FADH2 นำไฮโดรเจนเข้าสู่กระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอน โดยจะมีการส่งต่อไฮโดรเจนไปยังไซโตโครมชนิดต่าง ๆ จนกระทั่ง ไปรวมกับออกซิเจนเกิดน้ำขึ้น
- พลังงาน ATP ที่เกิดจากกระบวนการอิเล็กตรอนนี้จะได้มากที่สุดถึง 34 ATP จากการสลายกลูโคส 1 โมเลกุล

แหล่งอ้างอิง : http://www.school.net.th/library/create-web/10000/science/10000-6965.html

และ http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/electrochemistry/web/oxidation_of_hexose1.htm

การหายใจระดับเซลล์


        สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์จำเป็นที่จะต้องได้รับพลังงานเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต พืชสามารถสร้างอาหารเองได้ด้วยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง แต่พืชก็ต้องได้รับสารอาหารหรือแร่ธาตุที่ไม่สามารถสร้างเองได้จากแหล่งอื่น
         สัตว์ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ สัตว์จึงต้องมีกระบวนการในการย่อยอาหารเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังงาน
         กระบวนการหายใจระดับเซลล์ (cellular respiration) คือ การที่เซลล์ใช้ออกซิเจนในการเกิดแคแทบอลิซึม (catabolism) หรือในการสลายสารอาหาร แล้วปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมา

กระบวนการหายใจระดับเซลล์หรือแคแทบอลิซึมของสารอาหารที่ให้พลังงาน แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ๆ ได้ดังนี้     ขั้นที่ 1 การเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) ของสารชีวโมเลกุลหรือสารอาหารที่ให้พลังงาน เพื่อเปลี่ยนเป็น acetyl- CoA
                       การเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของกลูโคส (oxidation of glucose)
                       การเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของกรดไขมัน (oxidation of fatty acids)
                       การเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของกรดอะมิโน (oxidation of amino acids)
          ขั้นที่ 2 การเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของ acetyl-CoA ในวัฏจักรกรดซิตริก (citric acid cycle) ในขั้นนี้จะมี 4 ขั้นตอนย่อย และจะมีการให้อิเล็กตรอนออกมา
          ขั้นที่ 3 การถ่ายโอนอิเล็กตรอนไปสู่ลูกโซ่การหายใจในไมโทคอนเดรีย สาร NAD+ และ FAD เข้ามารับอิเล็กตรอน (NADH และ FADH2) แล้วส่งไปยังไมโทคอนเดรียเพื่อใช้ในการสร้าง ATP ด้วยกระบวนการ oxidative phosphorylation

อ้างอิงจาก http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/electrochemistry/web/cellular_respiration.htm

มารู้จักพืชกินแมลงกัน

พืช ทำไมต้องกินแมลง?

       ปกติแล้ว พืชจะสังเคราะห์แสง ในการปรุงอาหาร และได้รับธาตุอาหารจากดิน เพื่อช่วยในการเจริญเติบโต แต่มีพืชอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่มีวิธีการหาอาหารนอกจากวิธีที่ต่างจากพืชทั่วๆไป ก็คือ "การดักจับแมลง"
       เราเรียกพืชกลุ่มนี้ว่า  Carnivorous Plant  หรือในภาษาไทยเรียกกันว่า พืชกินแมลง  พืชประเภทนี้มีความสามารถในการดักจับแมลง กระจายพันธุ์ในแต่ล่ะทวีปในโลก และ มีอยู่หลายชนิด หลายสกุล

   แล้วทำไม มันต้องกินแมลง?
       สาเหตุที่พืชกลุ่มนี้ต้องกินแมลง ก็เพราะว่า  พืชในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มักจะขึ้นอยู่ในพื้นที่ หรือ บริเวณที่แร่ธาตุสารอาหารค่อนข้างน้อย ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ โดยสารอาหารที่พืชต้องการโดยหลักๆ ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม  โดยเฉพาะธาตุ ไนรโตรเจน ที่เป็นธาตุที่สำคัญมากๆ ซึ่งแมลง ก็มีธาตุอาหารนี้อยู่ภายในตัว พืชเหล่านี้จึงพัฒนาใบ ที่มีความสามารถในการดักจับแมลง เพื่อดักจับ และ ดูดซับธาตุอาหารในตัวแมลงนั่นเอง

   พืชกินแมลงชนิดต่างๆ
        ในบ้านเรา พืชกินแมลง ที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ หม้อข้าว หม้อแกงลิง , หยาดน้ำค้าง , กาบหอยแครง  แต่ในความเป็นจริงแล้ว พืชกินแมลงนั้นมีอยู่ทั้งหมดประมาณ 14 สกุล เรามาดูกันว่า มีอะไรบ้างดีกว่า
มาเริ่มจากสกุลแรก ที่บ้านเรารู้จักมากที่สุด
หม้อข้าว หม้อแกงลิง (Nepenthes)


สกุล หม้อข้าว หม้อแกงลิง เป็นสกุลที่หลากหลาย และ มีสายพันธุ์มากมาย โดยจุดเด่นก็คือ ใบที่ลดรูปเป็นหม้อ โดยใบที่เราเข้าใจว่าเป็นใบนั้น แท้จริงแล้วเป็นใบเลี้ยงนั่นเอง โดยขยายพันธุ์ในเขต เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นส่วนมาก หรือก็คือแถบบ้านเรานี่เอง





Nepenthes rajah เป็นสายพันธุ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก



หยาดน้ำค้าง (Drosera)

กลุ่มนี้มีความพิเศษที่ สามารถสร้างสารเหนียวๆ ที่บริเวณใบ เมื่อแมลงตัวเล็กๆมาติด ก็จะไม่สามารถหนีไปได้ และจะตายในที่สุด หลังจากนั้นพืชจึงย่อยสลายซากแมลง และ ดูดสารอาหาร





กาบหอยแครง (Dionaea)

กลุ่มนี้ค่อนข้างที่จะโด่งดัง ด้วยใบที่พัฒนาเป็นกับดับที่คล้ายปาก ที่สามารถงับได้ เมื่อมีแมลงมาสัมผัส กระจายพันธุ์ในทวีปอเมริกา



สกุล Aldrovanda



สกุลนี้เป็นพืชน้ำ มีลักษณะคล้ายสาหร่าย ใบมีรูปร่างคล้าย กาบหอยแครง คือเป็นลักษณะปากงับ



ใบที่มี เหยื่ออยู่ด้านใน

สกุล Sarracenia

มีลักษณะคล้าย กระบอก รูปร่างยาว มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ชอบขึ้นอยู่ในบริเวณที่ชื้นแฉะ





สกุล Pinguicula

มีลักษณะคล้ายกับ กลุ่มหยาดน้ำค้าง คือมีการสร้างเมือก บริเวณผิวใบ




สกุล Utricularia


สกุลนี้ เป็นพืชกินแมลง ที่กระจายพันธุ์ไปทั่วโลก และมีสายพันธุ์มากที่สุดในโลก มีลักษณะที่มีความหลากหลายมาก ทั้งพืชน้ำ และ พืชที่ขึ้นในที่ชื้นแฉะต่างๆ  ลำต้นมีขนาดเล็กมาก มีลักษณะทอดยาว โดยบริเวณรากจะมี กระเปาะ ที่มีไว้สำหรับจับแมลง โดยเมื่อแมลงเข้ามาใกล้กระเปาะ  กระเปาะนี้ก็จะทำการดูดแมลงเข้าไป และ ปล่อยน้ำย่อยออกมา โดยดอก จะมีสีสันสวยงาม และโดดเด่น ทำให้สังเกตเห็นได้ง่ายจากดอก




ในชนิดที่เป็นพืชน้ำ จะสามารถสังเกตุเห็น กระเปาะได้ชัดเจน






สกุล Cephalotus 


เป็นพืชถิ่นเดียวของ ออสเตรเลีย มีการพัฒนาใบอยู่ 2 แบบ คือ ใบที่เป็นใบไม้ทั่วไป ใช้สังเคราะห์แสง และ ใบที่เป็นกระเป๋า สำหรับดักจับแมลง ลักษณะภายนอกคล้ายกับ หม้อข้าว หม้อแกงลิง ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ แต่ไม่มีน้ำขัง ตามริมหนองบึง




สกุล Darlingtonia

รู้จักกันดีในชื่อ ลิลลี่งูเห่า  ใบมีลักษณะเป็นกรวย มีลักษณะคล้ายกับหัวของ งูที่แลบลิ้นออกมาก



สกุล Byblis


มีลักษณะคล้ายหยาดน้ำค้าง สร้างกาวเหนียวๆ ออกมาเพื่อดักจับแมลง



สกุล Drosophyllum

มีลักษณะคล้ายกลุ่มหยาดน้ำค้างเช่นเดียวกัน โดยมีกาวเหนียวสร้างมาจับแมลง บริเวณใบ พบตามแนวชายฝั่งของ สเปน โปรตุเกส โมร็อกโค


สกุล Roridula


มีลักษณะเป็น ต้นไม้ขนาดกลาง พบในแอฟริกาใต้ บริเวณใบมีกาวเหนียว ใช้ในการดักจับแมลง เช่นกัน



สกุล Heliamphora


มีลักษณะเป็นกรวย ไม่สามารถผลิตเอนไซด์ย่อยสลายได้ แต่อาศัยแบคทีเรียเป็นตัวช่วยในการย่อย




สกุล สับประรดสี (Brocchinia)


ในสกุลนี้ มีเพียงไม่กี่ตัว ที่เป็นไม้กินแมลง คือ B. hechtioides,B. reducta และ Catopsis berteroniana โดยสามารถผลิตเอนไซด์ย่อยสบายได้ จัดเป็นไม้กึ่ง กินแมลง



ปล. ยังมีอีกสอง สามสกุล ที่ไม่ได้พูดถึง เพราะข้อมูลค่อนข้างน้อย และ ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย และรู้จักมากนัก

เนื้อหาโดย: Jinyong
อ้างอิงจาก http://board.postjung.com/654783.html