Translate

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558

บางครั้งแสงก็ไม่ได้เคลื่อนตัวเร็วอย่างที่คิด

ความเร็วของแสงมักจะถูกบอกว่าคงที่ การทดลองใหม่แสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นอาจจะไม่จริง แม้ว่าจะอยู่ในระบบสุญญากาศก็ตาม บางครั้งแสงก็เคลื่อนตัวช้าลงเล็กน้อย
“งานวิจัยใหม่นี้เป็นงานที่น่าประทับใจมาก” Robert Boyd บอกกับ Science News เขาเป็นนักฟิสิกส์ทางด้านแสงจาก University of Rochester ในนิวยอร์ก เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานศึกษาในครั้งนี้ เขาพูดถึงการค้นพบใหม่นี้ว่า “มันเป็นอะไรที่ดูเด่นชัดมาก คุณแปลกใจไหมว่าทำไมคุณถึงไม่คิดถึงมันมาก่อนเลย”
แสงเคลื่อนตัวเป็นทั้งอนุภาคและเป็นทั้งคลื่น โฟตอนเป็นชื่อที่ถูกกำหนดให้กับกลุ่มของอนุภาคที่มีขนาดเล็กที่สุดของแสง โดยที่ความเร็วสูงสุดของพวกมัน โฟตอนเคลื่อนตัวได้เกือบ 300 ล้านเมตรภายใน 1 วินาที ซึ่งเป็นความเร็วที่มากพอที่จะไปกลับดวงจันทร์ได้ในเวลาประมาณ 2.6 วินาที นักวิทยาศาสตร์รู้มาเป็นเวลายาวนานแล้วว่า พวกเขาสามารถทำให้โฟตอนของแสงช้าลงได้โดยการฉายพวกมันผ่านวัสดุจำพวกแก้วหรือน้ำ
แสงที่เคลื่อนตัวผ่านระบบสูญญากาศมักถูกสมมติอยู่บ่อยครั้งว่า มันจะเคลื่อนตัวที่ความเร็วสูงสุด ซึ่งสิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นที่เข้าใจได้ อย่างไรก็ตามในการศึกษาใหม่นี้ นักวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าจะอยู่ในระบบสูญญากาศก็ตาม แสงก็สามารถเคลื่อนตัวช้าลงได้
Miles Padgett เป็นผู้นำการศึกษานี้ เขาเป็นนักฟิสิกส์ทางด้านแสง ซึ่งเขาทำงานให้กับ University of Glasgow ในสก็อตแลนด์ เขาและทีมวิจัยของเขาได้แสดงให้เห็นว่า กุญแจสำคัญในการทำให้แสงช้าลงนั้นคือ การเปลี่ยนรูปแบบของคลื่นแสง Padgett ได้อธิบายสิ่งที่เขาทำลงในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ Science เมื่อวันที่ 22 มกราคม
ทีมวิจัยของเขาได้ให้คู่ของโฟตอนทำการแข่งความเร็วกัน ตัวที่หนึ่งเคลื่อนตัวโดยไม่เปลี่ยนแปลงตลอดสายเคเบิ้ลที่ทำมาจากเส้นใยนำแสง อีกตัวหนึ่งให้ผ่านอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่คล้ายกับเลนส์ ซึ่งเลนส์จะเปลี่ยนแสง มันสามารถเปลี่ยนแสงที่กระจายออกให้เป็นจุดได้ โฟตอนตัวที่สองเคลื่อนผ่านอุปกรณ์หนึ่งที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบของคลื่นและอีกตัวหนึ่งที่เปลี่ยนมันกลับเข้าสู่รูปแบบปกติของมันเอง
โฟตอนตัวแรกชนะการแข่งขันในครั้งนี้ โฟตอนตัวที่สองตามมาในเวลาห่างกันเพียงเล็กน้อย ความแตกต่างนั้นไม่ได้ใหญ่มาก แต่มันก็เพียงพอที่จะทำการวัดได้ เทคโนโลยีเกือบทั้งหมดไม่สามารถทำการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนี้ได้ แต่มันอาจจะมีความสำคัญต่อนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาการกระตุ้นสั้นๆ ของแสงได้
“ฉันไม่รู้สึกแปลกใจที่ผลกระทบนี้ยังคงมีอยู่” Boyd บอกกับ Science News “แต่มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจที่ผลกระทบนี้มีความสำคัญอย่างมาก”
ที่มา:
A. Grant. “Speed of light not so constant after all.” Science News. Jan. 17, 2015.
S. Ornes. “Neutrinos not so fast.” Science News for Students. Nov. 9, 2011.
Original Journal Source: D. Giovannini et al. Spatially structured photons that travel in free space slower than the speed of light. Science.Published online January 22, 2015. doi: 10.1126/science.aaa3035

อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/vnews/501766

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

ลิชมาเนีย ไซแอมเมนซิส (Leishmania siamensis): โรคอุบัติใหม่ที่เกิดจากเชื้อที่เดิมมาจากแรงงานข้ามชาติ

โรคลิชมานิเอซิส (Leishmaniasis) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากปรสิต โปรโตซัว ใน จีนัสลิชมาเนีย (Leishmania) ที่ทำให้เกิดโรคในคนมีประมาณ 20 สปีชีส์ (species) แหล่งระบาด ได้แก่ ยุโรปตอนใต้บริเวณทะเลเมดิเตอเรเนียน (อิตาลี กรีซ สเปน) อินเดีย บังคลาเทศ เอเชียกลาง แอฟริกา และอเมริกาใต้ เชื้อลิชมาเนีย ติดต่อสู่มนุษย์จากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว วัว ซึ่งเป็นโฮสต์สะสมหรือรังโรค (reservoir) ของเชื้อชนิดนี้ โดยมีแมลงแซนด์ฟลาย (sandfly) เพศเมียหรือริ้นฝอยทรายซึ่งเป็นขนาดเล็ก มีความยาวประมาณ 3-5 ม.ม. เป็นพาหะซึ่งเมื่อกัดดูดเลือดสัตว์ที่มีเชื้อ เชื้อจะเปลี่ยนเป็นระยะโปรแมสติโกต (promastigotes) และแบ่งตัวอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของริ้นฝอยทราย เมื่อริ้นฝอยทรายกัดคน โปรแมสติโกตจะถูกปล่อยสู่ผิวหนัง และถูกเซลล์แมคโครฟาจ (macrophage) บริเวณผิวหนังจับกิน หลังจากนั้น โปรแมสติโกต จะเปลี่ยนเป็นระยะอะแมสติโกต (amastigote) และแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอาศัยอยู่ในแมคโครฟาจ บางสปีชีส์จะก่อโรคจำกัดอยู่แค่ผิวหนัง บางสปีชีส์รุกลามเข้าไปก่อโรคที่เยื่อบุปาก จมูก หลอดคอ หลอดลม กล่องเสียง เป็นต้น และบางสปีชีส์จะกระจายเข้ากระแสเลือดโดยถูกพาด้วยเซลล์แมคโครฟาจ และเข้าไปเจริญและแบ่งตัวในเซลล์แมคโครฟาจของอวัยวะภายในที่สำคัญๆ เช่น ตับ ม้าม ไขกระดูก เป็นต้น
                ก่อนจะก่อโรคมีระยะเวลาฟักตัวแตกต่างกัน ตั้งแต่ 7-10 วัน จนถึงหลายเดือน หลังจากติดเชื้อผู้ป่วยอาจหายได้เองหรือการติดเชื้อยังคงดำเนินต่อไปจนโรคปรากฏอย่างชัดเจน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสปีชีส์ของเชื้อ  ปัจจัยทางพันธุกรรมและภูมิต้านทานของแต่ละบุคคล  วงชีวิตของเชื้อลิชมาเนียจะครบได้ต่อเมื่อริ้นฝอยทรายมากัดคนที่ติดเชื้อและได้ระยะอะแมสติโกตในเซลล์แมคโครฟาจเข้าไป ภายในริ้นฝอยทรายเชื้อจะเปลี่ยนเป็นระยะโปรแมสติโกตและแบ่งตัว จากนั้นไปรอเข้าโฮสต์ในส่วนปากดูด (proboscis) ของริ้นฝอยทราย เมื่อริ้นฝอยทรายไปกัดโฮสต์ที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เชื้อก็จะเจริญเป็นวัฏจักรต่อไป
Leishmaniasis1วงชีวิตของลิชมาเนีย

อาการแสดงของโรค

ลิชมานิเอซิส มี 3 ลักษณะ คือ
  1. โรคลิชมานิเอซิสที่ผิวหนัง (cutaneous leishmaniasis, CL) ผู้ป่วยมีแผลที่ผิวหนังบริเวณที่ถูกแซนด์ฟลายกัด ลักษณะเป็นแผลขอบนูน ไม่เจ็บ
  2. โรคลิชมานิเอซิสที่เยื่อบุ (mucosal leishmaniasis, ML) ผู้ป่วยเป็นแผลบริเวณเยื่อบุจมูกและปาก
  3. โรคลิชมานิเอซิสที่อวัยวะภายใน (visceral leishmaniasis, VL) หริอกาลาอะซาร์ (kala azar) ผู้ป่วยจะมีอาการตับม้ามโต ซีด ไข้เรื้อรัง และระดับแกมมากลอบูลิน (gammaglobulin) ในเลือดสูง
Leishmaniasis02leishmaniasis03                   แต่เดิมนั้น โรคลิชมานิเอซิส ไม่พบในประเทศไทย เป็นโรคที่คนงาน วิศวกร แม่บ้าน ชาวไทยที่ไปทำงานในประเทศในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิอารเบีย อิรัก ซีเรีย โอมาน ฯ นำติดตัวเข้ามาในประเทศไทย  ตั้งแต่ พ.ศ. 2539  จนถึงปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่า ในประเทศไทยมีเชื้อ ลิชมาเนีย ไซแอมเมนซิส (Leishmania siamensis) ซึ่งก่อ โรค ลิชมานิเอซิสในผู้ป่วยชาวไทย (autochthonous case) นับสิบรายในช่วงเวลาเกือบ 20  ปีที่ผ่านมา โดยพบกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศแต่ส่วนใหญ่จะพบในภาคใต้   โดยพบทั้งในทุกเพศ ทุกวัย ทั้งคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติ และคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
Leishmaniasis04               ผู้มีรายงานพบป่วยโรคลิชมาเนียที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ร่วมด้วย (Leishmania/HIV co-infection) เป็นรายแรกในปี พ.ศ. 2528  จัดโรคลิชมานิเอซิสเป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่สำคัญของผู้ติดเชื้อ HIV-1 โรคหนึ่ง โดยเฉพาะโรคลิชมานิเอซิสที่อวัยวะภายใน (VL) จะทำให้ผลของการติดเชื้อ HIV รุนแรงขึ้นจนเกิดอาการของโรคเอดส์ (AIDS) ซึ่งทั้งสองโรคนี้จะร่วมส่งเสริมให้เกิดอันตรายต่อการตอบสนองของภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ (Cellular-mediated immune response: CMIR) เพราะเชื้อทั้งสองชนิดนี้มีเซลล์เป้าหมายเดียวกันคือ CD T-cell
               ศูนย์การเฝ้าระวังการติดเชื้อร่วมกัน 28 แห่งจาก 35 ประเทศทั่วโลก รายงานการติดเชื้อ เอชไอวี (HIV) ร่วมกับติดเชื้อลิชมาเนีย (HIV /VL co-infection) โดยพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะใน 4 ประเทศได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปน และอิตาลี มีรายงานว่าร้อยละ  25-70 ของผู้ติดเชื้อ เอชไอวี มีการติดเชื้อลิชมาเนียร่วมด้วย และร้อยละ 1.5–9  ของผู้ป่วยเอดส์มีการติดเชื้อลิชมาเนียร่วมด้วย (AIDS/Leishmaniasis)

 ผลงานวิจัยในประเทศไทย

               โรคลิชมาเนียชนิดที่ก่อให้เกิดพยาธิสภาพกับอวัยวะภายใน ที่เกิดจากเชื้อลิชมาเนียไซแอมเมนซิส เป็นโรคอุบัติใหม่ที่มีการรายงานของการติดเชื้ออย่างต่อเนื่องในพื้นที่ 6 จังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทย ในปัจจุบันความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการและสัณฐานวิทยาของเชื้อชนิดนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด คณะผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของเชื้อ ที่แยกได้จากผู้ป่วยลิชมาเนียชนิดที่ก่อให้เกิดพยาธิสภาพกับอวัยวะภายในทางภาคใต้ของประเทศไทย โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลของเชื้อลิชมาเนียสปีชีส์อื่นที่มีอยู่ในฐานข้อมูล GenBank โดยการศึกษาได้ใช้ข้อมูลลำดับนิวคลีโอไทด์จาก 4 บริเวณ ได้แก่ SSU-rRNA, ITS1, hsp70 และ cyt b มาศึกษาความสัมพันธ์  การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการโดยใช้ยีน    hsp70 และ cyt b  พบว่าเชื้อลิชมาเนียไซแอมเมนซิสมีความสัมพันธ์ห่างจากเชื้อลิชมาเนียสปีชีส์อื่น  เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การคำนวณระยะห่างทางพันธุกรรมร่วมด้วย พบว่าเชื้อลิชมาเนียไซแอมเมนซิสยังสามารถจำแนกได้เป็น 2 สายพันธุ์ย่อยคือ สายพันธุ์ PG และ TR นอกจากนี้ความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของข้อมูลจากยีน cyt b ยังแสดงให้เห็นว่า เชื้อลิชมาเนียไซแอมเมนซิส สายพันธุ์ TR มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเชื้อลิชมาเนีย เอนริเอทไท (Leishmania enrietti) ซึ่งเป็นเชื้อลิชมาเนียที่พบในหนูตะเภา
               ปัจจุบันข้อมูลทางด้านระบาดวิทยาและพาหะนำเชื้อชนิดนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด จากการสำรวจพาหะที่สามารถนำเชื้อลิชมาเนียไซแอมเมนซิสในพื้นที่จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดทางภาคใต้ของประเทศไทย คณะผู้วิจัยได้ทำการเก็บตัวอย่างริ้นฝอยทรายและจำแนกสายพันธุ์โดยใช้การจำแนกลักษณะตามเกณฑ์ของลิวอิส และตรวจสอบเชื้อลิชมาเนียไซแอมเมนซิสในตัวริ้นฝอยทรายโดยวิธี PCR และการวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์บริเวณยีน heat shock protein 70 จากตัวอย่างริ้นฝอยทรายที่เก็บได้ทั้งหมด 176 ตัวอย่าง พบเป็นเพศเมียจำนวน 71 ตัวอย่าง ในจำนวนนี้ประกอบไปด้วยริ้นฝอยทรายจำนวน 4 สายพันธุ์คือ Sergentomyia (Neophlebotomusgemmea, S.(NeophlebotomusiyengariS. (Parrotomyiabarraudi and Phlebotomus (Anaphlebotomusstantoni โดยที่พบมากที่สุดคือSergentomyia (Neophlebotomusgemmea และตรวจพบยีน heat shock protein 70 ในริ้นฝอยทรายสายพันธุ์นี้ ซึ่งจากการวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์พบว่ามีความเหมือนกันกับลำดับนิวคลีโอไทด์ของเชื้อลิชมาเนียไซแอมเมนซิสถึง 99.8 เปอร์เซ็นต์ การศึกษานี้จึงบ่งชี้ว่าSergentomyia (Neophlebotomusgemmea มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นพาหะนำเชื้อลิชมาเนียไซแอมเมนซิส
จากข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยข้างต้น จึงมีความไปได้ที่จะเกิดการระบาดของเชื้อ ลิชมาเนียไซแมเมนซิส   ในประเทศไทยในอนาคต ถ้ายังไม่มีแนวทางการป้องกันที่เหมาะสม

บนความนนี้รวบรวมและเรียบเรียงจากเอกสารดังต่อไปนี้

  1. Leelayoova S,Siripattanapipong S, Hitakarun, Tan-ariya P, Siriyasatien P,  Osakakul  S, Munthin M. Multilocus characterizaion and phylogenetic analysis of Leishmania  isolated from autothonous visceral leishmaniasis cases, southern Thailand. BMC  Microbiology. 2013,13:60 doi:10.1186/1471-2108-13-16
  2. Kanjanopas K,  Siripattanapipong S,  Ninsaeng U, Hitakarun A,  Jitkaew S,  Kaewtaphaya P, Tan-ariya P,  Mungthin M,  Charoenwong C , Leelayoova S. Sergentomyia (Neophlebotomus) gemmea, a potential vector of Leishmania vector of Leishmania siamensis in southern  Thailand. BMC Infectious. 2013,13:333 doi:10.1186/1471-2334-13-33
  3. รศ.นพ.เสกสิต โอสถากุล, ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, Interesting case
    http://www.pthaigastro.org/Document/fvbiod45fokjwh55jndg0dasInterestingcase_Aj-seksit-edit-1.pdf
  4. พ.ต.นพ.ธีรยุทธ  สุขมี พ.บ., ส.ม., ว.ว.เวชศาสตร์ป้องกัน (ระบาดวิทยา), ภาควิชาจุลชีววิทยา วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า, theesukm@gmail.com, การติดเชื้อลิชมาเนียร่วมกับเชื้อเอชไอวี  (Leishmania /HIV co-infection),
    http://www.pthaigastro.org/
    http://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&frm=1&source=web&cd=1&ved=0CCkQFjAA&url=http%3A%2F%2Fthaigovweb.com%2Fmophweb%2Ffile%2Fdoc%2Fnews22342-100111-154712.doc&ei=hlc6U-2mC4PGrAecn4CACw&usg=AFQjCNF0KRqD8l2rhldhw5UmNLuhOLZ9Kw&sig2=tfoF2H_qa6l2Y62JSBXMHQ&bvm=bv.63934634,d.bmk&cad=rja
  5. http://en.wikipedia.org/wiki/Leishmaniasis
  6. http://www.cdc.gov/parasites/leishmaniasis
  7. http://www.who.int/leishmaniasis/en

อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.sc.mahidol.ac.th/usr/?p=266

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ปรากฏการณ์เมฆสีรุ้ง



ภาพโดย : รุจิรา  สาธิตภัทร
Location: สนามบินสุวรรณภูมิ  Cameraor Lens Used : Nikon D3000  Focal Length : 210 mm  Exposure Time/ Shutter Speed : 1/800 sec  Aperture/Focal Ratio : f/7.1  ISO: 100

ปรากฏการณ์เมฆสีรุ้ง หรือ Irisation เรียกว่า Iridescence ก็ได้ เกิดจากการที่แสงอาทิตย์สีขาวตกกระทบเม็ดน้ำขนาดต่างๆ ในเมฆจางๆ ซึ่งเป็นเมฆที่มีจำนวนหยดน้ำไม่หนาแน่นมากนัก เมื่อแสงตกกระทบหยดน้ำแต่ละหยด จะเกิดการหักเหเปลี่ยนทิศทางไปจากแนวเดิม แต่เนื่องจากแสงสีต่างๆ (ที่ประกอบขึ้นเป็นแสงสีขาว) หักเหได้ไม่เท่ากัน ผลก็คือ แสงสีขาวแตกออกเป็นสีรุ้ง และเนื่องจากในเมฆจางๆ ที่ว่านี้มีเม็ดน้ำขนาดต่างๆ กัน ทำให้สีรุ้งสีหนึ่ง (เช่น สีเขียว) ที่หักเหออกจากเม็ดน้ำขนาดหนึ่งๆ ซ้อนทับกับสีรุ้งอีกสีหนึ่ง (เช่น สีเหลือง) ที่มาจากเม็ดน้ำอีกขนาดหนึ่ง จึงทำให้มองเห็นสีรุ้งมีลักษณะเหลือบซ้อนทับกันอย่างสลับซับซ้อน บางทีก็คล้ายสีรุ้งบนผิวไข่มุก บางทีก็ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ปรากฏการณ์สีรุ้งอาจเกิดในเมฆจางๆ บนท้องฟ้า โดยที่ไม่ต้องมีเมฆก้อนใหญ่ (อย่างเมฆฝนฟ้าคะนอง) มาเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ แต่เท่าที่พบกันบ่อยๆ ก็คือ สีรุ้งที่อยู่เหนือเมฆก้อนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเย็นที่ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า”

85 ปีที่ค้นพบดาวพลูโต “ล่าสุดยานสำรวจ New Horizons เผยภาพที่มีความละเอียดมากยิ่งขึ้นของดวงจันทร์ดาวพลูโต

85 ปี หลังจากที่มีการค้นพบดาวพลูโต โดย Tombaugh นักดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นซึ่งช่วงแรกๆ ของการค้นพบดาวพลูโต เราเห็นมันเป็นแค่เพียงจุดสว่างเล็กๆ เท่านั้นและเคลื่อนที่ช้ามากจนตาของมนุษย์ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ ล่าสุดนี้องค์การนาซ่าได้เผยภาพของดาวพลูโตพร้อมกับดวงจันทร์ขนาดเล็กที่โคจรอยู่โดยรอบภาพที่ได้นี้มาจากการบันทึกภาพโดยยานสำรวจ New Horizons ในช่วงวันที่ 27 มกราคม - 8 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนั้นยานสำรวจมีระยะห่างจากดาวพลูโตอยู่ประมาณ 186 ล้านกิโลเมตร ถึง 201 ล้านกิโลเมตร (แสดงดังในภาพที่ 1)
ภาพที่1: แสดงภาพดาวเคราะห์แคระพลูโตและดวงจันทร์บริวารทั้งสองดวงคือดวงจันทร์นิกซ์(Nix) และดวงจันทร์ไฮดรา(Hydra) บันทึกภาพได้โดยยานสำรวจNew Horizons
ภาพโดย: NASA/Johns Hopkins APL/Southwest Research Institute

วิดีโอ: แสดงชุดภาพจำนวน7 ภาพโดยนำมาทำเป็นวิดีโอเพื่อแสดงรายละเอียดของดาวเคราะห์แคระพลูโตพร้อมด้วยดวงจันทร์บริวารทั้ง2 ดวงคือดวงจันทร์นิกซ์(Nix) แสดงดังกรอบสีเหลี่ยมสีส้มและดวงจันทร์ไฮดรา(Hydra) แสดงกรอบสีเหลี่ยมสีเหลืองจากการสำรวจโดยยานสำรวจ  New Horizons
วิดีโอโดย: NASA/Johns Hopkins APL/Southwest Research Institute

        เมื่อพิจารณาจากชุดภาพเราสามารถสังเกตเห็นดาวพลูโตปรากฏเป็นจุดที่มีความสว่างกว่าดาวบริเวณโดยรอบและเมื่อนักดาราศาสตร์ใช้เทคนิคการประมวลภาพ จึงช่วยให้เราสามารถสังเกตเห็นดวงจันทร์ขนาดเล็กได้ง่ายขึ้น โดยในภาพที่แสดงนี้จะปรากฏให้เห็นดวงจันทร์ขนาดเล็ก 2 ดวง คือ ดวงจันทร์นิกซ์ (Nix) ระบุเป็นตำแหน่งกรอบสีส้ม  อีกหนึ่งดวงคือ ดวงจันทร์ไฮดรา (Hydra) ระบุเป็นตำแหน่งกรอบสีเหลือง ที่มีการโคจรอยู่โดยรอบดาวเคราะห์แคระพลูโต  ซึ่งดวงจันทร์ทั้ง 2 ดวงนี้ได้เคยถูกค้นพบด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลมาก่อนแล้วในช่วงปี ค.ศ. 2005  
        ทั้งนี้การวิจัยในห้องปฏิบัติการทางฟิสิกส์ โดยมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) เป็นสิ่งที่เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติภารกิจในโครงการของการค้นหาพรมแดนใหม่ๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปจากโลกของเรา จากทีมงานวิจัยโดย อลัน สเติร์น (Alan Stern) นักวิทยาศาสตร์ ผู้ที่เป็นหัวหน้าทีมตรวจสอบประจำปฏิบัติการของยานสำรวจ New Horizons จากสถาบันวิจัย Southwest Research Institute: (SwRI)
        ข้อมูลที่ได้จากยานสำรวจในครั้งนี้ อาจช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถเข้าใจได้มากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับระบบดวงจันทร์ของดาวเคราะห์แคระพลูโต ที่คาดการณ์ว่าอาจเกิดจากการชนกันระหว่างดาวพลูโตและวัตถุอื่นๆ ที่มีขนาดใกล้เคียงกับดาวเคราะห์ในช่วงยุคเริ่มแรกของการถือกำเนิดระบบสุริยะเรา ทั้งนี้การชนดังกล่าวทำให้เกิดเศษซากหลงเหลืออยู่เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนสุดท้ายก็ถูกแรงดึงดูดของดาวพลูโตทำให้พวกมันกลายเป็นดวงจันทร์ที่โคจรอยู่โดยรอบก็เป็นได้ 
        จากโครงการสำรวจนี้ ในนอนาคตข้างหน้าอีกไม่ไกลเราคงได้พบกับภาพของดาวพลูโตที่มีความละเอียดมายิ่งขึ้น อีกทั้งพรมแดนใหม่ๆ ที่ยังรอให้เราได้ค้นหาอีกเป็นแน่  


เรียบเรียงโดย
บุญญฤทธิ์  ชุนหกิจ
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
อ้างอิงจาก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน)  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
191 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

รอยยิ้มในอวกาศ

ในสมัยก่อน ผู้คนมักจินตนาการรูปร่างของสัตว์ คน และสิ่งอื่นๆ จากการจัดเรียงตัวของดวงดาวยามค่ำคืนที่อยู่บนท้องฟ้า เมื่อรวมๆ กันจะกลายเป็นกลุ่มดาว ในตอนนี้นักบินอวกาศได้นำรูปภาพที่คล้ายกับหน้าพร้อมกับรอยยิ้มในศูนย์กลางของภาพนี้มาเปิดเผย ซึ่งภาพนี้ถูกถ่ายโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิ้ล
ใบหน้านั้นอยู่ในกลุ่มของกาแล็กซี่ ซึ่งเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ของดวงดาว นักบินอวกาศได้ให้ชื่อกลุ่มดวงดาวนี้ซึ่งยากต่อการจดจำว่า SDSS J1038+4849
ดวงตาสองดวงที่เป็นสีส้มนั้นลอยอยู่เหนือกับจมูกที่เป็นแสงสีขาว ตาสองข้างนั้นจริงๆ แล้วเป็นกาแล็กซี่ที่มีความสว่างมากๆ ซึ่งอยู่ไกลประมาณ 4.5 พันล้านปีแสง รอยยิ้มและขอบของใบหน้านั้นไม่ได้มีอยู่จริงๆ เส้นที่เป็นส่วนโค้งเหล่านั้นเป็นแสงที่เกิดการบิดเบี้ยว ซึ่งมาจากผลกระทบที่เราเรียกกันว่า gravitational lensing ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จาก National Aeronautics and Space Administration and the European Space Agency (ESA) ได้อธิบายไว้
กลุ่มของกาแล็กซี่นั้นมีขนาดใหญ่มาก ในความจริงแล้ว พวกมันเป็นสิ่งที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในจักรวาล แรงโน้มถ่วงนั้นทำตัวคล้ายกับเลนส์ของแว่นตาที่มีความหนาหรือที่เรียกว่ากล้องโทรทรรศน์ แต่ gravitational lens นั่นมีความรุนแรงมากกว่าซึ่งมันไม่เพียงสามารถขยายแต่ยังบิดแสงด้านหลังของมันได้ด้วย “การค้นพบที่มากมายของกล้องฮับเบิ้ลนั้นเป็นไปได้ที่เกิดจากเลนส์แบบนี้” NASA ชี้แจงไว้
กว่าร้อยปีที่ผ่านมา Albert Einstein เป็นผู้เสนอคนแรกว่า แสงสามารถบิดโค้งได้โดยแรงโน้มถ่วงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฏีสัมพันธภาพ หลังจากนั้นอีก 21 ปี Einstein ได้เขียนวารสารทางวิชาการอธิบายเกี่ยวกับภาพของแสงที่ถูกบิดโค้งนั้นว่าสามารถเกิดขึ้นได้ มันได้รับขนานนามว่า Einstein ring เมื่อวัตถุขนาดใหญ่บางชนิดทำตัวคล้ายกับเลนส์ แสงที่โค้งอาจจะปรากฏขึ้นในลักษณะที่โค้งเป็นบางส่วนหรือเป็นวงกลม
ในภาพนี้ ภาพของแสงที่บิดโค้งได้ถูกสร้างขึ้นเป็นส่วนโค้งของรอยยิ้มและรูปโครงหน้า โดยดวงตานั้นทำให้เกิดเลนส์ขึ้นซึ่งทำให้เกิดรอยยิ้มเช่นนี้ แสงของมันมาจากแสงที่อยู่ด้านหลังของดวงตาซึ่งไกลกว่า 3 พันล้านปีแสง
นักบินอวกาศจับภาพลักษณะนี้ไว้ได้ในขณะที่ใช้กล้องฮับเบิ้ลสองตัว ศิลปิน Judy Schmidt ได้นำภาพนี้เข้าประกวดในงาน ESA’s Hubble’s Hidden Treasures contest
ที่มา:
C. Crockett. “Monster collision in space.” Science News for Students. June 19, 2014.
E. Sohn. “Black hole journey.” Science News for Students. January 25, 2005.
A. Lightman. “Relativity and the Cosmos.” NOVA. September 9, 1997.

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/501760

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

กระดาษที่เขียนซ้ำได้ด้วยแสง ไม่ใช้การใช้หมึก

กระดาษชนิดใหม่ที่สามารถใช้และทำการใช้ใหม่ได้ถึงเกือบ 20 ครั้ง สิ่งที่มากกว่านั้นคือ มันไม่ต้องการหมึกเลย ผู้ออกแบบคิดว่า เทคโนโลยีใหม่นี้อาจจะช่วยลดขยะได้อีกหลายตัน และช่วยผู้คนในการประหยัดพลังงาน
สีย้อมพิเศษที่ถูกฝังไว้ในกระดาษทำให้มันสามารถพิมพ์ได้และเขียนใหม่ได้ด้วย สีย้อมจะเปลี่ยนจากสีมืดไปเป็นใสและกลับมาใหม่เมื่อปฏิกิริยาทางเคมีทำการเคลื่อนอิเล็กตรอนไปรอบๆ สารเคมีที่เปลี่ยนสีไปมาของกระดาษ นั่นคือปฏิกิริยารีดอกซ์
การออกซิเดชั่นเป็นการนำหนึ่งอิเล็กตรอนหรือมากกว่านั้นออกไปจากโมเลกุล สนิมนั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเกิดออกซิเดชั่น “เมื่อเหล็กเกิดสนิมขึ้นในอากาศ อิเล็กตรอนของมันจะเคลื่อนตัวไปสู่ออกซิเจนอะตอมที่อยู่ใกล้ๆ” Yadong Yin อธิบาย ซึ่งเขาเป็นนักเคมีที่ University of California, Riverside
การเกิดรีดักชั่นคือสิ่งที่ตรงข้ามกับการเกิดออกซิเดชั่น มันเป็นการเติมหนึ่งอิเล็กตรอนหรือมากกว่านั้นเข้าไป เมื่อสนิมเกิดการออกซิไดซ์เหล็ก กระบวนการรีดักชั่นจะเกิดขึ้นกับออกซิเจนอะตอมที่อยู่ใกล้ๆ นั่นหมายความว่า พวกมันจะได้รับอิเล็กตรอนเพิ่ม และแสดงประจุติดลบ
เมื่อสีย้อมในกระดาษชนิดใหม่นี้ถูกออกซิไดซ์ มันจะปรากฏเป็นสีน้ำเงิน สีแดง หรือสีเขียว (สีที่เกิดขึ้นขึ้นอยู่กับสีย้อมที่อยู่ในกระดาษ) เมื่อสีย้อมบางส่วนถูกทำการรีดิวซ์ สีเหล่านั้นก็จะหายไป การควบคุมสองปฏิกิริยานี้ทำให้มันสามารถแสดงอักษรพิมพ์ได้ และทำการลบเพื่อนำไปใช้ใหม่ได้ด้วย
พื้นฐานเริ่มต้นของกระดาษในการศึกษานี้คือ พลาสติกใสๆ ซึ่งทำให้พวกเราเห็นได้ว่ากระดาษนั้นทำงานได้อย่างไร แต่เทคโนโลยีนี้สามารถถูกใช้ในแก้วและกระดาษทั่วไปได้ด้วย ตราบใดที่มันมีสีย้อมแบบรีด็อกซ์อยู่
มันทำงานได้อย่างไร
เริ่มต้นกระดาษที่มีสีย้อมจะถูกออกซิไดซ์จนหมด และนั่นทำให้เกิดสีขึ้น คริสตัลในระดับนาโนของไทเทเนียมไดออกไซด์จะเคลือบอยู่บริเวณผิวของกระดาษ
ในการที่จะพิมพ์อะไรบางอย่างนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการเคลือบกระดาษที่มีสีนี้ด้วยตัวอักษรหรือภาพบนพื้นที่ทะลุโปร่งแสง คุณอาจจะคิดว่ามันเป็นลายฉลุ หรือหน้ากากก็ได้ ถัดไปนักวิทยาศาสตร์จะทำการฉายแสงยูวีไปบนหน้ากากนั้น แสงจะทำการกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยารีดักซั่นบริเวณที่กระดาษไม่ได้เกิดการฉายแสง ซึ่งนั้นทำให้สีนั้นหายไป
“แค่เพียงส่วนที่เกิดการออกซิไดซ์เท่านั้นซึ่งถูกเคลือบไว้ด้วยหน้ากากลายฉลุที่ยังคงแสดงสีที่เข้มอยู่” Yin อธิบาย บริเวณเหล่านั้นคือการพิมพ์ ดังนั้นการเขียนก็จะเสร็จสิ้นลงโดยการใช้แสง และกระบวนการริดิวซ์ทุกพื้นที่นั้นจะทำให้เป็นกระดาษเปล่า
ถ้าหากจะเริ่มใช้อีกครั้งหนึ่ง กระดาษนั้นจะต้องกลับมาเป็นแผ่นสีทึบอีกครั้ง ออกซิเจนในอากาศจะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ออกซิเจนจะทำการดึงอิเล็กตรอนจากพื้นที่ที่ไม่มีการพิมพ์ แต่คุณไม่ต้องการให้สิ่งนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองหลังจากที่คุณได้ทำการพิมพ์ไปแล้ว มนุษย์ต้องการเวลาที่จะอ่านสิ่งที่พิมพ์ไปเป็นอันดับแรก
เซลลูโลสชนิดพิเศษในกระดาษจะทำการชะลอการหายไปของตัวอักษรพิมพ์ เซลลูโลสนี้จะทำให้ออกซิเจนทำปฏิกิริยากับสีย้อมได้ยากขึ้น การพิมพ์สามารถคงอยู่ได้เป็นเวลากว่าสองวัน
ในทางกลับกัน คนบางคนต้องการที่จะใช้กระดาษนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ความร้อนจะช่วยเร่งเวลาการลบให้เร็วขึ้น ที่อุณหภูมิหนึ่ง การออกซิเดชั่นสามารถเปลี่ยนกระดาษทั้งหมดให้เป็นสีทึบได้ภายในห้านาทีหรือน้อยกว่านั้น ทีมวิจัยของ Yin ได้อธิบายการค้นพบนี้ไว้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ใน Nature communications
ยังมีงานที่ต้องศึกษาต่อไป
Howen Lee กล่าวว่า “ทีมวิจัยของ Yin ได้เลือกส่วนประกอบอย่างชาญฉลาญสำหรับเทคโนโลยีใหม่นี้เพื่อที่จะทำให้มันสร้างผลงานได้เป็นอย่างดี” “นั่นทำให้กระดาษชนิดใหม่นี้มีความสำคัญ” เขากล่าว ในทางกลับกัน กระดาษสามารถถูกพิมพ์ได้ มันไม่กลับเป็นสีทึบอีกครั้งในทันที และกระดาษสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
Lee เป็นวิศวกรที่ Seoul National University ในประเทศเกาหลีและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยใหม่ในครั้งนี้ แต่เขารู้งานของ Yin ในความเป็นจริงแล้ว Lee ร่วมงานกับ Yin และนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ ในปี 2009 ในโครงการอื่น การศึกษานั้นเกี่ยวกับแสงทำปฏิกิริยากับคริสตัลระดับนาโนได้อย่างไร สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ในธรรมชาติกับปีกของผีเสื้อและขนของนกยูง ทีมวิจัยต้องการที่เรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของกระบวนการทางธรรมชาติ กลุ่มนี้จึงได้ทำการตีพิมพ์การค้นพบของเขาใน Nature Photonics
Lee กล่าวว่า “โครงการของ Yin ในตอนนี้เป็นงานทางวิศวกรรมที่ละเอียดมากขึ้น” มันไม่ได้แสดงถึงวิทยาศาสตร์พื้นฐาน แต่มันเหนือกว่านั้น มันใช้หลักทางด้านวิทยาศาสตร์เข้าไปในเนื้องาน กระดาษที่สามารถเขียนใหม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะช่วยเหลือผู้คนได้ในชีวิตจริง
กระดาษนั้นสามารถแสดงด้วยสีฟ้า สีเขียว หรือสีแดง แต่การพิมพ์แบบครบทุกสีนั้นยังไม่สามารถทำได้ ในการที่จะทำสิ่งนี้ นักวิทยาศาสตร์ต้องหาทางผสมสีย้อม
ปัญหาอื่นคือ คนบางคนไม่สามารถอ่านบทความได้ทันทีและตัดสินใจจะเก็บมันไว้ในกระดาษชนิดใหม่นี้เพื่ออ่านหลังจากนั้น แต่พื้นที่ของกระดาษทั้งหมดนั้นจะเป็นสีทึบไปภายในสองวัน
“อย่างไรก็ตาม การประหยัดเงินและข้อดีทางด้านทรัพยากรของกระดาษที่พิมพ์ซ้ำได้นั้นมีมากมาย” Yin กล่าว การใช้กระดาษที่ลดลงช่วยให้เราถนอมผืนป่าไว้ Yin ยังบอกอีกด้วยว่า การใช้กระดาษที่น้อยลงไม่เพียงแต่ลดปริมาณขยะจากวัสดุสิ่งพิมพ์แต่ยังลดมลภาวะทางสารเคมีจำนวนมากอีกด้วย
แต่ตอนนี้ อย่าเพิ่งทิ้งคอมพิวเตอร์พกพาและเครื่องพิมพ์ของพวกคุณ กระดาษที่พิมพ์ซ้ำได้อีกครั้งนั้นยังมีหนทางอีกยาวไกลก่อนที่มันจะพร้อมนำมาใช้ในบ้าน โรงเรียน หรือในสำนักงาน
ที่มา:
K. Kowalski. “Invisible plastic ‘ink’ foils counterfeiters.” Science News for Students. Aug. 25, 2014.
J. Weeks. “Chemistry: Clean and green.” Science News for Students. Aug. 1, 2014.
S. Ornes. “Explainer: How and why fires burn.” Science News for Students. March 14, 2014.
E. Sohn. “Earth-friendly fabrics.” Science News for Students. Dec. 11, 2006.
Original journal source: W. Wang et al. “Photocatalytic colour switching of redox dyes for ink-free light-printable rewritable paper.” Nature Communications. Vol. 5. Published online, December 2, 2014. doi: 10.1038/ncomms6459.
Original journal source: H. Kim et al. “Structural colour printing using a magnetically tunable and lithographically fixable photonic crystal,”Nature Photonics. Vol. 3, p. 534. Published online, August 23, 2009. doi:10.1038/nphoton.2009.141.
VIDEO: Yin Group, University of California, Riverside. “Chemists at the University of California, Riverside fabricate novel rewritable paper.” 
ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/501617


10 สิ่งที่มองเห็นจากนอกโลก


 
   1. หลุมเหมืองแร่บนดิน
 
อึ้งเลย!! 10 อย่างสุดเซอร์ไพร์สบนโลก ที่มองเห็นจากนอกโลก

         การทำเหมืองแร่บนดิน เป็นการทำเหมืองขนาดใหญ่เพื่อหาแร่ต่างๆ เช่น ทอง ทองแดง ยูเรเนียม และอื่นๆ ซึ่งขั้นตอนการทำเหมืองแร่จะมีหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การขุดเปลือกดินที่ทับถมบนชั้นแร่ออกไปทีละชั้น และทำการขยายหลุมให้กว้างและลึกขึ้นเรื่อยๆ เพราะพวกแร่มีค่าต่างๆ จะอยู่ใต้ดินค่ะ ยิ่งขุดยิ่งเจอ เจอเยอะยิ่งรวย ฮ่าๆ พอเหมืองมีขนาดใหญ่มากขึ้น ก็จะเริ่มมองเห็นได้ไกลขึ้น คล้ายๆ กับที่เรามองจากที่สูงแล้วเห็นภูเขาก็รู้ว่าเป็นภูเขา เห็นแม่น้ำก็รู้ว่าเป็นแม่น้ำนั่นแหละค่ะ จนบางเหมืองนั้นใหญ่จนมองเห็นจากนอกโลกเลยทีเดียว 
 
อึ้งเลย!! 10 อย่างสุดเซอร์ไพร์สบนโลก ที่มองเห็นจากนอกโลก

         ยกตัวอย่างหลุมเหมืองแร่ที่มีขนาดใหญ่ (มาก) ก็คือ เหมืองเพชรในประเทศรัสเซีย ใหญ่ขนาดที่ว่าถ้าคนไปยืนในเหมืองจะตัวเล็กยิ่งกว่ามดอีก เหมืองนี้มีความลึกถึง 523 เมตร และกว้าง 1,200 เมตร อย่างไรก็ตามเหมืองนี้ยังไม่ใช่เหมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกนะคะ แต่ที่ยกตัวอย่างเหมืองนี้ขึ้นมาเพราะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เกิดขึ้น คือ เป็นสาเหตุที่ทำให้เฮลิคอปเตอร์ที่ทำการบินอยู่ ตกลงไปหลายลำ! ซึ่งเกิดจากแรงดึงดูดภายในหลุม สุดท้ายแล้วก็ต้องมีการประกาศออกมาเลยว่าเป็น no-fly zone ห้ามบินผ่านหลุมนี้นั่นเองค่ะ
 
   2. ฤดูกาลที่เปลี่ยนไป
 
อึ้งเลย!! 10 อย่างสุดเซอร์ไพร์สบนโลก ที่มองเห็นจากนอกโลก

         ภาพโลกที่เราเห็นจากดาวเทียมต่างๆ มักจะเห็นเป็นสีเขียวหรือสีฟ้าเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่บกและน้ำ แต่ไม่น่าเชื่อว่าจากอวกาศสามารถเห็นความเป็นไปของฤดูกาลบนโลกใบนี้ได้ด้วย โดยภาพนี้นาซ่าได้เอาภาพถ่ายโลกในแต่ละเดือนมาเรียบเรียงต่อกันเป็นภาพเคลื่อนไหว ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การไหลของน้ำแข็งขั้วโลก ความแห้งแล้ง และฤดูฝนในเขตร้อนชื้น รวมไปถึงวงจรการเจริญเติบโตและตายของพืชพันธุ์ต่างๆ ทั่วโลก
    และที่ดูเป็นที่น่าสนใจก็คือ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำแข็งในช่วงปี อย่างน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติก จะมีปริมาณ 15 ล้านตารางกิโลเมตรในเดือนที่หนาวที่สุดของปี และหายลงไปครึงนึง หรืออย่างในแอนตาร์กติก ปริมาณน้ำแข็งจะลดลงจาก 18 ล้านตารางกิโลเมตร เหลือเพียง 3 ล้านตารางกิโลเมตรเท่านั้น
    

3. ไฟป่า
 
อึ้งเลย!! 10 อย่างสุดเซอร์ไพร์สบนโลก ที่มองเห็นจากนอกโลก

           ไฟป่าเป็นภัยพิบัติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายเขตร้อน ควันและขี้เถ้าจากเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงสามารถลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าได้นับร้อยไมล์ จนนักบินอวกาศสามารถบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น จากภาพตัวอย่าง เป็นภาพไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อเดือนตุลาคมปี 2003 เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเจอพายุซาตาอาน่า (Santa Ana) เข้าไปอีก ไฟป่าจึงลามอย่างรวดเร็วกินพื้นที่ 10,000 เอเคอร์ในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง
4. ภูเขาไฟระเบิด
 
อึ้งเลย!! 10 อย่างสุดเซอร์ไพร์สบนโลก ที่มองเห็นจากนอกโลก

           ภูเขาไฟระเบิดเป็นอีกหนึ่งสิ่งสุดเซอร์ไพร์สที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมองเห็นและเก็บภาพมาได้ เพราะในแต่ละปีภูเขาไฟเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และโอกาสที่จะได้ภาพตอนกำลังปะทุยิ่งหาได้ยากกว่า
            สำหรับภาพนี้ คือ ภูเขาไฟซารีย์เชฟ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก นับเป็นภูขาไฟที่ยังมีการปะทุที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1946 เป็นต้นมา เคยปะทุมาแล้ว 8 ครั้ง และในปี 2009 ก็ได้ประทุและระเบิดขึ้นมาอย่างรุนแรงจนทำให้เมฆที่ปกคลุมอยู่เปิดออก นักบินอวกาศก็เลยได้ภาพสวยๆ มาแบบนี้


 
5. ปรากฏการณ์แพลงก์ตอนพืช
 
อึ้งเลย!! 10 อย่างสุดเซอร์ไพร์สบนโลก ที่มองเห็นจากนอกโลก

         แพลงก์ตอนเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก จะอาศัยอยู่ในน้ำ แต่การอาศัยอยู่ในน้ำของแพลงก์ตอนจะเป็นลักษณะการใช้ชีวิตแบบล่องลอยไปเรื่อยๆ แล้วแต่คลื่นลมและกระแสน้ำจะนำพา เราจะมองแพลงก์ตอนไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพราะมีขนาดเล็กมาก จะเห็นก็ต่อเมื่อเอาไปส่องกล้องจุลทรรศน์
          อย่างไรก็ตาม ถ้ามันมารวมตัวกันมากๆ เราก็สามารถเห็นได้ค่ะ จากปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม ซึ่งเกิดจากแพงก์ตอนพืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนมีจำนวนเยอะมากทำให้สีน้ำทะเลเปลี่ยนไปตามสีของแพลงก์ตอน อย่างในภาพนี้ก็จะเป็นสาหร่ายหรือแพลงก์ตอนสีเขียวแกมน้ำเงินค่ะ
          น้องๆ หลายคนคงรู้มาแล้วว่าแพลงก์ตอนนั้นมี 2 ชนิด คือ แพลงก์ตอนพืช และ แพลงก์ตอนสัตว์ แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าแพลงก์ตอน 2 ชนิดนี้ต่างกันยังไง แพลงก์ตอนพืชนั้นจะเป็นพืชเซลล์เดียว เป็นสาหร่ายชนิดหนึ่ง แพลงก์ตอนพืชมีบทบาทสำคัญมากๆ ต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำ เพราะเป็นผู้ผลิตเบื้องต้นของห่วงโซ่อาหาร และเป็นอาหารของแพลงก์ตอนสัตว์ด้วย จากนั้นแพลงก์ตอนสัตว์ก็จะถูกกินด้วยสัตว์น้ำอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ เป็นห่วงโซ่อาหารนั่นเอง
    

   6. เส้นแบ่งเขตประเทศระหว่างอินเดียกับปากีสถาน
 
อึ้งเลย!! 10 อย่างสุดเซอร์ไพร์สบนโลก ที่มองเห็นจากนอกโลก

          เวลาเรานั่งเครื่องบินผ่านบางประเทศ เราแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผ่านประเทศนั้นไปแล้ว เพราะทุกอย่างดูกลมกลืนไปหมด แต่สำหรับ 2 ประเทศนี้อย่าว่าแต่เครื่องบินเลยค่ะ มองจากอวกาศมายังเห็น และภาพที่น้องๆ เห็นก็คือ "รั้วแบ่งเขตแดนระหว่างอินเดียและปากีสถาน" รั้วนี้จะเปิดไฟสีส้มให้ความสว่างยาวกว่า 2,900 กิโลเมตรทีเดียวค่ะ ที่เปิดไฟสว่างได้โล่ขนาดนี้ก็เพื่อป้องกันการก่อการร้ายและลักลอบอาวุธ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาชายแดนประเทศอินเดียกับปากีสถานถือว่าเป็นสถานที่ที่อันตรายแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

 
7. เหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรด ประเทศสหรัฐอเมริกา 11 ก.ย.
 
อึ้งเลย!! 10 อย่างสุดเซอร์ไพร์สบนโลก ที่มองเห็นจากนอกโลก

           เหตุการณ์เขย่าขวัญคนทั้งโลกที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์อย่างวินาศกรรม 11 กันยายน ณ เวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังเป็นกล่าวขวัญถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น นอกจากภาพเหตุการณ์ที่ได้จากอาคารโดยรอบตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ได้จากบนอวกาศ
           Frank Cullbertson นักบินอวกาศชาวอเมริกันที่ไม่ได้อยู่พื้นโลกวันที่ 11 กันยายน แต่เขาก็รับรู้เหตุการณ์ได้ทุกอย่าง ในขณะที่กำลังโคจรอยู่ที่ระดับความสูง 330 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก บนสถานีอวกาศนานาชาติ เขาได้ยินข่าวการถูกก่อการร้ายขณะที่จะผ่านไปที่เมืองนิวอิงแลนด์ ทันทีที่ได้ยินก็รีบไปที่หน้าต่าง และแน่นอนว่าภาพที่เห็นคือกลุ่มควันที่พวยพุ่งจากนิวยอร์คขึ้นสู่ท้องฟ้า แม้ตกใจ แต่ Frank Cullbertson ก็ถ่ายภาพนั้นไว้ทันที ปัจจุบันภาพนี้นับเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สามารถบันทึกเหตุการณ์ในวันนั้นได้ในมุมที่ไม่มีใครสามารถถ่ายได้

 
8. พื้นที่ป่าที่ถูกทำลาย
 
อึ้งเลย!! 10 อย่างสุดเซอร์ไพร์สบนโลก ที่มองเห็นจากนอกโลก
อึ้งเลย!! 10 อย่างสุดเซอร์ไพร์สบนโลก ที่มองเห็นจากนอกโลก

         ประโยชน์อย่างหนึ่งของการมองจากที่สูงลงมายังพื้นโลก คือ ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโลก ยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุดก็คือ การทำลายป่า ถ้าน้องๆ มีโอกาสได้ย้อนไปดูภาพดาวเทียมเมื่อหลายสิบปีที่แล้วมาเทียบกับปัจจุบัน ก็จะเห็นเองค่ะว่าผืนป่านั้นหายไปเยอะเลย
          ภาพถ่ายดาวเทียมที่หยิบมาให้ดูนั้น เป็นภาพจากดาวเทียม Landsat 1 ของนาซ่า ถ่ายจากผืนป่าอเมซอน เก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2000 จนถึง 2012 ค่ะ ผ่านไป 12 ปี ปรากฏว่าเนื้อที่ป่าที่เคยเขียมชอุ่ม หายไปกว่า 2,500 ตารางกิโลเมตร เท่านั้นไม่พอ ถ้าย้อนไปในช่วงปี 1980 นับมาจนถึงปัจจุบัน พื้นที่ป่าอเมซอนหายไปแล้วกว่า 360,000 ตารางกิโลเมตร บอกได้คำเดียวว่าช็อก!
    

9. พายุทราย
 
อึ้งเลย!! 10 อย่างสุดเซอร์ไพร์สบนโลก ที่มองเห็นจากนอกโลก

          3 อย่างสำคัญที่จะทำให้เกิดพายุทรายหรือพายุฝุ่น ก็คือ ลม ทรายหรือฝุ่น และความแห้งแล้ง เพราะปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นในเขตทะเลทรายช่วงฤดูแล้ง ลมจะพัดเอาฝุ่นทรายที่มีความละเอียดสูงปลิวไปกับลม ปริมาณของฝุ่นทรายจะมากน้อยขึ้นอยู่กับความเร็วลม โดยความเร็วสูงสุดนั้นสูงถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยล่ะค่ะ
           การมองเห็นพายุทรายจากสถานีอวกาศนานาชาติจะทำให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าพายุขนาดใหญ่ขนาดไหน ยกตัวอย่างเช่นภาพนี้ เป็นภาพพายุทรายขนาดใหญ่จากประเทศอียิปต์ที่กำลังพัดผ่านทะเลแดงค่ะ
    

10. เส้นแบ่งเขตระหว่างชาติที่มั่งคั่งกับชาติที่ยากจน
 
อึ้งเลย!! 10 อย่างสุดเซอร์ไพร์สบนโลก ที่มองเห็นจากนอกโลก

          นอกจากเรื่องธรรมชาติแล้ว ภาพจากอวกาศที่ส่องลงมายังโลก ยังสะท้อนอะไรได้อีกหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องของความเจริญที่ไม่เท่าเทียมกันของแต่ละประเทศ ที่สามารถมองเห็นจากพื้นดินสู่อวกาศนับร้อยๆ ไมล์
          John Grunfeld นักบินอวกาศของนาซ่าได้อธิบายเกี่ยวกับประเทศที่มั่งคั่งและขาดแคลนว่าสามารถสังเกตได้จากสี ประเทศที่มั่งคั่งมักจะเป็นสีเขียวเพราะอุดมสมบูรณ์ ส่วนประเทศยากจน ระบบการจัดสรรน้ำยังไม่ดีพอ ก็จะแห้งแล้งจนมองเห็นได้เป็นสีน้ำตาล นอกจากนี้ยามค่ำคืนก็ยังสลัวๆ ไร้แสงไฟ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านที่เปิดไฟกันทั้งเมืองยิ่งเป็นภาพที่ตัดกันสุดๆ
         ภาพด้านบนเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมาก นั่นก็คือ ประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ยามค่ำคืนของเกาหลีใต้(มุมล่างขวา) นั้นสว่างไสวไปทั่วประเทศ ประเทศจีนคือส่วนที่อยู่ด้านบนและด้านข้าง แล้วไหนเกาหลีเหนือล่ะ? ก็ตรงกลางภาพนั่นไงคะ มืดสลัวจนแทบจะหายไปจากภาพนี้ (หลายคนคงนึกว่าเป็นมหาสมุทรด้วยซ้ำ) ที่พอจะเห็นได้ก็คือจุดตรงกลาง คือเมืองเปียงยาง เมืองหลวงของประเทศเกาหลีเหนือค่ะ จากภาพนี้ก็สะท้อนความเป็นจริงได้ว่ามีอีกหลายเมืองที่อยู่โดยขาดไฟฟ้าใช้ค่ะ


 
          เป็นยังไงบ้างคะ อึ้งกันเลยใช่มั้ยล่ะ ปกติการส่งดาวเทียมหรือนักบินอวกาศขึ้นไปยังอวกาศ ส่วนหนึ่งก็เพื่อประโยชน์ด้านต่างๆ ที่จะเอามาพัฒนาโลกเราต่อไป แต่จากภาพที่นำมาให้น้องๆ ดู ถือว่าเป็นของแถมที่ไม่ได้ดูกันได้บ่อยๆ เช่น เหตุการณ์ 11 กันยายน หรือ ภูเขาไฟระเบิด จริงๆ ให้เรียกว่าภาพประวัติศาสตร์หาดูยากจะถูกต้องกว่านะ^^ น้องๆ ชอบภาพไหน คอมเม้นท์บอกกันด้วยน้า

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
http://listverse.com/2014/09/05/10-surprising-things-you-can-see-from-space/,
http://earthobservatory.nasa.gov/NaturalHazards/view.php?id=12373,
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/e/ec/BlueMarble_monthlies_animation.gif,
http://earthobservatory.nasa.gov/Features/WorldOfChange/deforestation.php?all=y,
www.oknation.net/blog/print.php?id=269955

ที่มา http://www.dek-d.com/education/35878/